2008/Dec/21

นับตั้งแต่เคยเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวมาหลายครั้ง
ใครบางคนคงจะพอจับทางได้ถึงพฤติกรรมการเที่ยวในแบบผม
ซึ่งรูปแบบนั้นมันก็ถูกบรรจุอยู่ในรูปแบบลักษณะการเดินทางที่มีหลายประเภท
(เคยอ่านเจอใน a day ปก เรย์ แมคโดนัลด์ สะพายเป้)
หนึ่งในนั้นก็คือการเดินทางแบบไม่มีแผนการกำหนดตายตัว
.
นั่นหมายถึงว่าจะต้องรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้ได้ทันท่วงที
ทำให้การเดินทางครั้งนั้นดูตื่นเต้น มีสีสัน และท้าทายอย่างยิ่ง
สมมติว่าคุณจะไปสถานที่หนึ่ง การเดินทางรูปแบบนี้จะไม่สามารถการันตีได้ว่าคุณจะไปถึง
สำหรับคนที่วางแผนเดินทางลงล็อคแล้ว อาจจะไม่คุ้มกับการที่คุณต้องเสียเวลาไปมากโข
.
หากจะหาเหตุผลมารองรับการเดินทางรูปแบบนี้ ให้พอฟังได้หน่อย
ก็คือ "เที่ยวเอามันส์" พอใจตรงไหนก็อยู่นานๆ ไม่ชอบก็แค่ผ่านๆ
มันดีกว่าการเที่ยวแบบทัวร์ คือได้เห็นในมุมมองที่ไกด์ทัวร์ไม่พาเราไป
และก็อาจจะไม่เห็นในมุมมอง และสถานที่ในแบบที่พวกไกด์ทัวร์พาไปเห็น
.
.
อาทิตย์ที่แล้วผมอุทิศเวลาว่างให้กับการพาตัวเองไปเที่ยวอัมพวา (ด้วยความที่ยังไม่เคยไป)
ผมจงใจจะเดินทางด้วยรถไฟ  ซึ่งก่อนเดินทางได้ปริ้นท์ตารางเดินรถมาดู ..แต่ไม่ได้ใช้
เป็นเหตุให้ต้องวิ่งไล่รถไฟที่กำลังเคลื่อนขบวนออกจากสถานีวงเวียนใหญ่
(เดชะบุญ! ที่ยังพอหลงเหลือความเร็วอยู่บ้าง)
ปลายทางของรถไฟสายนี้อยู่ที่มหาชัย
.
จากมหาชัยต้องนั่งเรือข้ามฟากไปต่อรถไฟอีกขบวน เพื่อไปแม่กลอง ..ผมก็ทำตามนั้น
ลงจากท่า เดินไปเกือบ 1 กิโลเมตร ถึงสถานี แต่งานเข้าทันที เมื่อรถไฟขบวนต่อจะออกในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า
ต่อให้เป็นคนใจเย็นที่สุดก็ต้องตัดสินใจนั่งเรือข้ามฟากกลับ ผมเลือกนั่งรถเมล์หวานเย็นไปแม่กลอง
นั่งมองข้างทาง นึกถึงโฆษณาน้ำมันเครื่องสมัยก่อนที่แม้แต่รถซาเล้งขายไอติมยังแซงได้หน้าตาเฉย
ปลอบใจตัวเองว่า "กูไม่ได้รีบนี่หว่า"
.
ก้าวลงรถเมื่อถึงแม่กลอง รู้สึกปวดข้อเท้าแปล๊บ ความเหนื่อยแทรกซอนทุกรูขุมขน
ออกจากบ้าน 8 โมงเช้า บ่ายโมงถึงแม่กลอง ...ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเพื่อนถึงแนะนำให้เดินทางด้วยรถตู้
ผมปลอบใจตัวเองด้วยวลีเดิม "ก็กูไม่ได้รีบนี่หว่า"
บางครั้งความประทับใจในการเดินทาง ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่มันเป็นเรื่องราวระหว่างทางมากกว่า
.
ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ...แต่ผมมาถึงแล้ว "อัมพวา!!!" (ตื่นเต้นคนเดียว)
แดดร้อนยามบ่าย ผมโดนความหิวเข้าครอบงำ ...ต้องมีใครรับผิดชอบเรื่องนี้
ผมสวมบทเครื่องจักรสังหาร เดินหน้าไล่กินนานาอาหารทั่วทั้งคุ้งน้ำ
................................. (เคี้ยวอยู่ พูดไม่ได้) ............................
ปิดท้ายมหกรรมการกินด้วยกาแฟเย็นๆ เพื่อช่วยพยุงหนังตา
.
.
ไหนๆ ก็หาเรื่องให้งานเข้ามาเกือบทั้งวันแล้ว ก็อยากเพิ่มความยุ่งยากให้ตัวเอง
ด้วยการถ่ายภาพโดยไม่มองผ่านช่องมองภาพ ...รับประกันว่าไม่สวย
การเดินทางคนเดียว ทำให้หาเรื่องสนุกมาทำได้หลายอย่าง ยกเว้นเสียว่าเป็นคนขี้เหงาขนาดหนัก
ตาของผมมองอัมพวาในองศาหนึ่ง ตาของกล้องก็มองในอีกองศาหนึ่ง
เมื่อเป็นดังนั้น ผมจึงได้เห็นสถานที่ต่างๆ ได้สองมุมมอง
...เห็นไหม ผมไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย
.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ดูภาพอื่นๆ เพิ่มเติมที่ http://7daysago.multiply.com/photos/album/29/29

2008/Dec/13

ผมยืนรออยู่เนิ่นนาน

แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันนาน

หากเทียบกับความรู้สึกดีใจที่จะได้เจอคุณ

ตอนนี้...ผมเริ่มมองเห็นแสงรำไร

.

แสงสีส้มจับเส้นขอบฟ้า

เวลาที่ผมเฝ้ารอมาถึงแล้ว ...และนั่นก็คือคุณ

คุณดูสวยอย่างเช่นเคย มีคุณค่าอย่างที่คุณเคยเป็น

...แต่คืนนี้ คุณดูสวยเป็นพิเศษกว่ายิ่งค่ำคืนไหน

.

ไม่อาจสารภาพกับคุณด้วยถ้อยคำใดๆ

นั่นเพราะผมไม่อาจทำอย่างที่ใจคิดได้

ถึงแม้จะเอื้อนเอ่ยออกไป...

ชั่วเสี้ยววินาทีมันก็จะแว่วหายไปกับสายลม

.

ผมเก็บถ้อยคำนั้นไว้ในใจ

แล้วหอบเอาความประทับใจที่มีต่อคุณมาถมมันไว้

เราทั้งสองดูเหมือนใกล้ แต่แสนไกลห่าง

และแตกต่างกันเช่นฟ้ากับดิน

...บังเอิญมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

.

"พระจันทร์ ผมชอบคุณ"

.

.

ก่อนนั้นฉันว่างเปล่า

.

จนเมื่อเธอเข้ามา

.

แสงเธออยู่บนฟ้า แสงฉันบนพื้นดิน

.

เส้นบางๆ พยายามแยกเราออกจากกัน

.

กิ่งไม้ยังสามารถเอื้อมไขว่คว้าเธอ

.

ดอกจันทร์

.

ใต้เงาจันทร์

.

...

2008/Nov/25

สวนรถไฟ
สวนรดไฟ
น้ำ ใช้ รด ไฟ
สวนน้ำ
สวนรถ(รด)ไฟ จึงฟังดูแล้วเย็นสบายเหมือนชื่อพ้องเสียงของมัน
.
ใครหลายคนรู้จักสวนรถไฟเป็นอย่างดี
ผมกลับเพิ่งได้ทำความรู้จักเมื่อไม่นานมานี้
อันที่จริงก็ได้ยินชื่อเสียงมานาน เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของบางกอก
จนมีผู้ใจดีพาไปทำความรู้จักนั่นล่ะ ถึงได้อ๋อ
.
สวนรถไฟมีอดีตเป็นสนามกอล์ฟ
นั่นหมายความว่าสนามกอล์ฟของการรถไฟจะคัดเลือกผู้มาเยือน
โดยมีถุงกอล์ฟเป็นบัตรผ่านประตู
และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ถือถุงก๊อบแก๊บมาเดินเกะกะ ขวางวงสวิง
.
ต่างจากปัจจุบัน ที่สนามกอล์ฟ มีอาชีพใหม่เป็นสวนสาธารณะ และสนามกีฬากลางแจ้ง
เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนตูดของคนกรุง โดยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงสวนลุมฯ
เดินเล่น ปั่นจักรยาน อ่านหนังสือ ปูเสื่อนอน และอีกสารพัด
และที่เห็นบ่อยๆ คือใช้เป็นโลเกชั่นในการถ่ายรูป
.

.

ถ่ายภาพนี้ได้โดยบังเอิญ แต่ตั้งใจ

ลองจินตนาการเรื่องราวระหว่างช่องว่างของทั้งคู่

.
.
เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมไปใช้ชีวิตช่วงกลางวันอยู่ในสวนรถไฟ
ไม่มีกิจกรรมอะไรมากกว่าการเดินๆ นั่งๆ อ่านหนังสือ 2-3 หน้า ถ่ายรูป 2-3 รูป
คล้ายสิ่งที่ทำบังหน้า เพราะจริงๆ แล้วผมแค่อยากอยู่ใกล้ๆ ต้นไม้เพียงแค่นั้น
นั่งในร่ม ให้ลมโชย แล้วแกล้งหลับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับวันหยุดแสนธรรมดา
.
วันเสาร์ มีกลุ่มถ่ายภาพแฟชั่นมาใช้สวนรถไฟเป็นโลเกชั่นเยอะมาก
เห็นหน้าตาจิ้มลิ้มของนางแบบแล้วอยากถ่ายบ้าง แต่ไม่มีนางแบบเป็นของตัวเอง
วันอาทิตย์ ผมพกเลนส์ 70-300 ติดไปด้วย หวังเป็นพวกสไนเปอร์ พลซุ่มยิงระยะไกล
หมายความว่า หวัง(แอบ)ถ่ายแบบ โดยอาศัยนางแบบคนอื่น
แต่แล้วความตั้งใจอันชั่วร้ายกลับไม่เป็นผล เมื่อกลายเป็นวันที่ไม่มีกลุ่มถ่ายแบบให้เห็นเลย
...แผนซุ่มถ่ายของผม อาจจะรั่วไปเข้าหูช่างภาพพวกนั้นก็เป็นได้
.
เมื่อผิดแผน ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ หยอกล้อกับสายลมอุ่น ที่นานๆ จะโชยมาสักครั้ง
ถึงฤดูหนาวหรือยัง? มันควรจะเป็นลมหนาว อาทิตย์ที่แล้วมันหนาวไม่ใช่หรือ
หนาว 3-4 วันเท่านั้น สำหรับคนกรุงเทพฯ ก่อนจะถูกแทรกด้วยฤดูร้อน
ฤดูร้อนเล็กๆ ในช่วงหน้าหนาว ...ก่อนจะกลับมาหนาวอีกครั้งช่วงปลายปี
.
ฤดูร้อนมักแทรกตัวอยู่ในทุกฤดูกาล
ช่วงหน้าฝน จะมีร้อนแทรกบางช่วง ช่วงหน้าหนาวก็เช่นกัน
คล้ายว่า "ฤดูร้อน" จะทวงบทบาท ความสำคัญของตัวเอง
เพื่อแสดงตัวตนให้ชัดว่า ประเทศไทย เป็น เมืองร้อน
.
เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็พยายามนึกชื่อของสวนรถ(รด)ไฟเข้าไว้
เหงื่อกาฬที่ไหลนั้น พยายามจินตนาการเป็นเม็ดฝนที่พร่างโปรย
น้ำ รด ไฟ - น้ำ รด ไฟ - น้ำ รด ไฟ
...น้ำ รด ใจ

.
บ่ายวันอาทิตย์กลับเป็นวันหยุดที่ไม่ค่อยน่าปลื้มสักเท่าไร
เมื่อผมต้องเผชิญกับกองทัพจักรยานนับร้อยนับพัน ที่สัญจรกันขวักไขว่ภายในสวน
การเดินเล่นอย่างเพลิดเพลิน กลับเป็นการเสี่ยงภัยไปเสียได้
ปั่นช้าๆ กำลังน่ารัก บางกลุ่มมากันเรียงหน้ากระดาน บางคันซิ่งอย่างกับป่อเต๊กตึ๊ง
เสือภูเขาสุดเท่พุ่งเฉี่ยวหลังผมไปอย่างฉับพลัน ดูเหมือนกำลังซ้อมไปโอลิมปิก
มี 3 คำสั้นๆ มอบให้เจ้าของเสือภูเขา
.
"พี่เสือภูเขาครับ ผมอยากเจาะยางจักรยานพี่เหลือเกิน"

2008/Nov/17

ผมแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ทันทีที่ถ้อยนิยามเกี่ยวกับเธอจบลง
เพื่อนสนิทคงอยากให้ผมได้คบหากับผู้หญิงสักคน หลังจากเห็นการใช้ชีวิตชายเดี่ยวมานาน
คำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับเธอคนนั้นจึงลอยเข้ามาในหูซ้าย และถูกดูดซับไว้จนไม่เหลือให้ทะลุหูขวา
จำได้ว่าตอนนั้นผมอมยิ้มได้ไม่มิดชิดนัก ...ด้วยในใจนึกนิยมความเป็นตัวตนของเธอ
.
ทุกคราวที่เจอหน้าเพื่อนสนิทคนนี้ เขามักพูดถึงผู้หญิงคนนั้นให้ฟังบ่อยๆ
เป็นคำพูดเดิมๆ เรื่องราวเดิมๆ ...ว่าผมควรจะรู้จักกับเธอ?
หลายเดือนผ่านไป ผมได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก
หญิงสาวนั่งอยู่ในภาพถ่ายใบหนึ่ง ...เพียงแค่นั้น ที่เพิ่มมิติเกี่ยวกับเธอ
มันไม่น้อยไป แต่กลับมากพอที่จะเริ่มทำความรู้จักเธอเสียที
...ผมรู้สึกว่าชอบรอยยิ้มในรูปนั้น - ผมยิ้มตอบเธอ
.
.
ผ่านไปนานวัน รอยยิ้มในภาพถ่ายใบนั้นค่อยๆ เลือนหาย
ผมไม่กระตือรือร้นที่อยากจะทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าสักเท่าไร
และอาจจะเป็นข้อเสียที่ไม่เคยหลงรักใครง่ายดาย
มันฟังดูดี แต่พ่วงด้วยเสียงสบถว่า "แม่ง! ไร้สาระ งั้นมึงก็อยู่คนเดียวไป"
.
ผ่านไปอีกนานโขทีเดียว ที่ผมกับเธอได้เริ่มทำความรู้จักกัน
ผมขอเพียงที่อยู่อิเล็คทรอนิกของเธอจากเพื่อน แทนที่จะเป็นเบอร์โทรศัพท์
ผมคิดอย่างหนึ่งว่า ยิ่งการสื่อสารรวดเร็วมากเท่าไร อายุของสารก็จะสั้นลงเช่นกัน
บทสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต ค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
รอยยิ้มในภาพถ่ายที่จืดจาง ค่อยๆ ชัดขึ้นทีละนิด
.
.
1 ปีหลังจากนั้น ผมได้พบกับเธอโดยบังเอิญ
เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวกับคนในภาพ เพียงแต่ดูต่างกันเล็กน้อย
ผมยิ้มให้เป็นการทักทาย เธอยิ้มตอบเคลือบด้วยแววตาไม่แน่ใจ
หน้าตาในภาพถ่ายกับตัวจริงของคนเราจะต่างกัน แต่รอยยิ้มไม่เคยบิดเบือน
เราพูดคุยกันเล็กน้อย ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยนัก
เราแยกกัน ผมยกมือเชิงบอกลา ได้เห็นรอยยิ้มของจริงและชัดเจนขึ้น
.
หากรอยยิ้มนั้นติดอยู่กับตัวเธอมาตั้งแต่เกิด
ผมคงอดสันนิษฐานไม่ได้ว่า ว่าตอนที่แม่กำลังคลอดเธอ คงไม่ได้ร้องไห้เหมือนคนอื่น
แต่กลับยิ้มแฉ่งให้คุณหมอ พร้อมเสียงหัวเราะ คิก คิก
ทารกประหลาด!! ...แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว
.
.
อีกประมาณ 1 ปีต่อมา ผมได้เจอกับเธอโดยบังเอิญอีกครั้ง
ผมและเธอ มีการโคจรแปลกๆ เหมือนพวกดาวหางกระมัง
แบบครบปี ก็จะโคจรมาให้เห็นทีนึง แล้วก็จากกันไป
หากเป็นเช่นนั้น เธอคงมีชื่อว่า "ดาวหางยิ้มแฉ่ง"
.
บอกไม่ได้ว่าผมรู้สึกดีกับรอยยิ้มนั้นขนาดไหน
บอกได้แต่รู้สึกดีกว่าการเห็นดาวหางหลายเท่าตัวนัก
แน่นอน ..แค่รอยยิ้มของคนๆ หนึ่ง ไม่อาจมีมนต์สะกดได้ขนาดนั้น
เพียงแต่รอยยิ้มนั้น นำมาซึ่งความรู้สึกบางอย่าง ที่ทำให้ผมต้องสะกดตัวเอง
.
.
'ความสวยงาม' ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
'ความจริง' ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน
ดวงตาแต่ละดวงมีบรรทัดฐานความสวยงามไม่เท่ากัน
ไม่มีใครบอกผมได้ว่า 'รอยยิ้ม' นั้น คือความฝันหรือความจริง

.
คนบางคนเลือกที่จะเดินไปยังสวนดอกไม้ แทนที่จะเด็ดพวกมันมาเสียบแจกัน
ดอกไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้น กับดอกที่บานอยู่บนต้น อย่างไหนสวยกว่ากันก็แล้วแต่มุมมองแต่ละคน
'รอยยิ้ม' เธอนั้น อาจจะไม่เลิศเลอสำหรับใคร แต่กลับดูพิเศษสำหรับผม
เพียงแต่ว่า...
.
.
คนเราไม่อาจครอบครองรอยยิ้มของผู้อื่นได้
เช่นเดียวกับการที่เราทำได้เพียงแค่เฝ้ามองดวงดาว

 

2008/Oct/30

สองสามเอนทรี่ที่ผ่านมา รวมถึงเอนทรี่นี้เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่อง

จนดูเหมือนจะเป็นซีรี่ย์เข้าไปทุกที ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องปล่อยไปตามนั้น

.

กลับจากปาย ผมนั่งรถมาราธอน จากเชียงใหม่ สู่ พัทลุง

แวะอาบน้ำ - งีบ - และเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ในเป้ ที่กรุงเทพ ก่อนขึ้นรถอีกครั้งในตอนเย็น

ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ผมมักรู้สึกตื่นเต้น

เหมือนเพิ่งสิ้นสุด ...เหมือนเพิ่งเริ่มต้น

.

พัทลุง คือ วัยทีน ทุกรสชาติในชีวิตวัยรุ่นของผมอยู่ทีนี่

น่าจะเป็นวัยที่ผมรู้จักผู้คนเยอะที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ (หลังจากนั้นค่อนข้างเก็บตัว)

ผมไปยังทุกๆ ที่ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมในสถานที่นั้น

โหยหาอดีตอย่างเห็นได้ชัด ผมได้ไปเห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ สิ่ง

.

โรงเรียนเก่า บ้านเช่าหลังเก่า บ้านเพื่อน บ้านลุง บ้านพี่...

เออ ผมมีที่นอนเยอะมาก ดูเหมือนจะเคยไปอาศัยเขาอยู่เกือบ 10 ที่

มีแวว "พเนจร" มาตั้งแต่สมัยนั้น อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง

ผมแวะไปทักทายกับสถานที่ที่เคยรู้จัก

สถานที่ยังคงอยู่ที่เดิม แต่ชีวิตคนต้องหมุนเวียนกันไป

.

ผมมีความตั้งใจพิเศษ ที่จะไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

"เขาอกทะลุ" ที่ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก

เวลานั่งรถไฟใกล้ถึงตัวเมืองพัทลุง แม่จะชี้ให้ดูภูเขาลูกนั้น

ผมแย้งแม่ว่า "มันทะลุตรงไหน?" อันที่จริงหากมองจากมุมสถานีรถไฟ จะไม่เห็นว่ามันทะลุ

ผมได้แต่เฝ้ามองมันทุกคราวที่รถไฟเทียบชาลาสถานีพัทลุง

"แม่โกหก ภูเขาไม่ได้ทะลุสักหน่อย"

.

.

.

ผมได้ลบปมในใจออกไป ครั้งเล่าเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2

โรงเรียนอยู่ในตัวเมือง ทำให้มีโอกาสได้ไปสัมผัสเขาอกทะลุใกล้ๆ

เพื่อนสมาชิก 5-6 คนชักชวนกันปีนเขาอกอกทะลุ เส้นทางตอนนั้นยังเป็นยุคบุกเบิก หนักไปทางปีนป่าย

(ปัจจุบันมีบันไดให้เดินสบายๆ ซึ่งผมก็มีส่วนช่วยทำอีกแรงสมัยเรียน ม.ปลาย)

.

เมื่อปีนถึง "อกทะลุ" ผมทึ่งกับภาพที่ปรากฏผ่านช่องนั้น นี่คือจุดที่สูงที่สุดในชีวิตที่ผมเคยยืน

ผมลบความเชื่อเก่าๆ ในวัยเด็กออก และบันทึกความจริงครั้งนั้นลงไปแทนที่

ลมเย็นเฉียบ พัดผ่านช่องที่ดูเหมือนถ้ำที่สั้นที่สุด

ใครคนหนึ่งถามหาธง ...ไม่มีธงมาปักเป็นสัญลักษณ์ผู้พิชิต

ใครคนหนึ่งท้วง พวกเราไม่ใช่ ..ยังมีผู้กล้าคนหนึ่งขึ้นไปถึงยอดข้างบนโน้นแล้ว

ผมแหงนมอง พยายามหาทางขึ้น ...ตลกสิ้นดี มีแต่หน้าผา ผมไม่ขึ้นไปหรอก

 .

.

เขาอกทะลุ เป็นภูเขาหินปูน มีความสูงประมาณ 250 เมตร

สวมเสื้อผ้าแค่ครึ่งท่อน เปลือยอกอวดสายตาประชาชี

รูที่อยู่บริเวณส่วนบน เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ

นี่จึงเป็นภูเขาที่เซ็กซี่ และโรแมนติกที่สุดในสายตาผม

.

.

.

"อกทะลุ" เพราะมีศรรักปักอยู่กระมัง

.

.

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย

- บนยอดเขา เป็นลานหิน มีซากเจดีย์เก่าที่ไม่ได้รับการบูรณะ

- ตำนานภูเขาอกทะลุ และเขาอื่นๆ ในพัทลุง http://www.phatlung.com/dramatic/aoktalu.php

- จริงๆ รูไม่ได้เป็นรูปหัวใจหรอก 55

 

 

2008/Oct/26

อาจจะได้รับผลกระทบมาจากการเดินทางอันแสนยาวนาน

อย่างที่เล่าไปในเอนทรี่ที่แล้ว http://a7day.exteen.com/20081019/entry

ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาอยู่แล้ว กลับดูไร้วิญญาณมากขึ้นอีก 3 ขีด

.

6 เดือนที่แล้ว ปายดูสงบเสงี่ยม ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ 

ทุ่งนาถูกทิ้งร้าง เหลือเพียงซากตอข้าว และขุนศึกเขาโง้งที่ยืนแทะเล็มหญ้า

แต่ละคนมีเวลาพูดคุยกันเหลือเฟือ

เฮ้! มีเรื่องอะไรที่เราพอจะนึกมาคุยกันได้อีกไหม?

.

6 เดือนผ่านไป เสียงพูดคุย ผสมดนตรีเมืองกรุง เริ่มซุกแทรกตามหย่อมหญ้า

ปาย เปลี่ยนอาภรณ์เป็นสีเขียว ดูหมือนจะเป็นชุดโปรด ...ชาวนานับวันรอเก็บเกี่ยว

ผมชอบที่จะนั่ง ยืน นอน อยู่นิ่งๆ ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเร็วบ้าง ช้าบ้าง

หากจะมีส่วนร่วมในสถานการณ์เหล่านั้นบ้าง ก็เพียงแค่ภาพสเก็ตช์ลายเส้นอ่อนหัด

และการจดบันทึกยึกยือ ที่ยากต่อการอ่าน เพราะบางเรื่องก็ถูกเขียนในที่มืด

.

ผมพยายามทำอะไรต่างๆ น้อยลงในแต่ละวัน

นอกจากนั่งจดยึกยือ ก็ไม่มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจไปกว่านี้

บางอย่างก็เพื่อจะคลายปมในสมอง และมีเวลาถางหญ้ารกในใจให้โล่งเตียนเสียหน่อย

ต้นไหนถอนได้ ผมก็ถอนมันออก เห็นไส้เดือนยุกยิกหลุดติดมาพร้อมกับก้อนดิน

ในหัวใจเรามีไส้เดือนด้วยหรือ? มิน่า ถึงคันยุบยิบ

.

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ปาย กล้องถ่ายรูปแทบจะไม่ได้หยิบมาใช้

ไปที่ไหนก็เห็นแต่คนถ่ายรูป ใครๆ ก็ถ่ายกัน ผมจึงขอนั่งเฉยๆ ดีกว่า

ครั้นพอไม่เห็นใครถ่าย ผมจึงหยิบกล้องออกมาถ่าย

...ด้วยความเสียดายช่วงเวลา จังหวะที่น่าจะมีใครสักคนเก็บภาพมันไว้

.

จะว่าไป "ปาย" ก็เหมือนเป็นทางผ่าน ก่อนลงไปภาคใต้

ผมเดินทางจากกรุงเทพ แวะพักที่ปาย สามสี่วัน แล้วเดินทางต่อไปพัทลุง

อ่านแล้วก็จะสงสัยว่า "มันทางผ่านยังไงวะ" ใช่ไหม

ฉีกแผนที่ และทิ้งเข็มทิศเสีย ...แล้วคุณจะเข้าใจ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

2008/Oct/19

ก่อนที่จะทันตั้งตัว...

ผมมาหายใจอยู่ที่อำเภอปายอีกครั้ง...

.

ครั้งนี้

นับเป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในโลก

กรุงเทพ-เชียงใหม่ เหมือนต้องให้เวลานานนับแรมปี

บนรถไฟชั้น 3 เพื่อประชาชนมีพื้นที่ให้ผู้โดยได้จับจองเพียงคนละ 2 ตารางฟุต

ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของทหารเกาหลีเหนือขณะยืนนิ่งๆ แข็งทื่อ ทำหน้าที่รักษาการณ์

ผมเข้าใจถึงบรรยากาศบนรถไฟของประเทศอินเดีย

...และนั่นก็คือความลึกซึ้งในความเป็นอยู่ของศพปลาแมคเคอเรลอาบซอสมะเขือเทศที่ยัดแน่นอยู่ในกระป๋อง

.

ไม่อาจปริปากบ่นได้เต็มปากเต็มคำ เพราะนี่คือความตั้งใจของผมเอง

การโดยสารรถไฟลงใต้เมื่อ 7 ปีก่อน คือความประทับใจครั้งสุดท้าย

สภาพเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับครั้งนี้ 17 ชั่วโมง ตลอดระยะทาง ทดสอบความทรหดได้อย่างดี

ถึงอย่างไร ผมก็ไม่รังเกียจที่จะทำมันอีกครั้ง

ผมหลงเสน่ห์ของรถไฟอย่างหัวปักหัวปำ

.

ผมไม่ได้เข้าวัด และดูจะห่างจากพระมานานมากแล้ว

มุมหนึ่งบริเวณส่วนหัวของโบกี้ที่ 3 เป็นเขตสัมปทานที่นั่งเฉพาะภิกษุ สามเณร

ผมแทรกตัวอยู่ระหว่างม้านั่งทั้ง 2 แถว และยืนพิงขอบประตู ถ้ามีกระบองผมคงได้รับแต่งตั้งให้เป็นยามประจำโบกี้

รอบข้างรายล้อมไปด้วยกองทัพสงฆ์ และสามเณรน้อย

การยืนค้ำศรีษะสมณะไม่เหมาะนัก หากเป็นเรื่องบาป นี่คงเป็นการทำบาปที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในชีวิต

รถไฟผ่านสถานีพรหมพิราม ผมไม่ได้เป็นคนบาปเฉพาะที่พรหมพิราม แต่ผมทำบาปมาตั้งแต่ตอนขึ้นขบวนจากกรุงเทพแล้ว

.

นโยบายรถไฟฟรี ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ

ดูจากจำนวนผู้โดยสารที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี

รถไฟขบวนนี้มีแต่คนขึ้น ไม่มีคนลง อย่าสงสัยเลยว่าเข้าไปอยู่กันได้อย่างไร

จากพื้นที่คนละ 2 ตารางฟุต ก็ลดมันเหลือแค่ 1 ตารางฟุต...จะไปยากอะไร

.

ถึงสถานีลำปาง ตู้รถไฟโล่งขึ้นกว่าเดิม

พอให้คนที่เหลือได้ออกกำลังกายด้วยการกระโดดตบได้

ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยลงที่สถานีนี้ "ลำปาง"

ทำไมหรือ? หรือจะเป็นตามกระแสมุขตลกของโน้ส อุดม "ลำปางหนาวมาก"

ทุกคนเลยอยากหนีร้อนจากกรุงเทพมาเที่ยวลำปาง

...

.

ถึงเชียงใหม่ตอน 7 โมงเช้า

ผมเลือกที่จะนั่งสบายๆ บนรถตู้ แทนที่จะใช้รถเมล์อย่างที่ตั้งใจไว้แต่ที่แรก

เพียงเพราะกำลังขาไม่มีแรงให้ยืนระยะอีก

ตอนหน้าร้อนที่ผ่านมาผมได้สัมผัสความรู้สึกนั้นมาแล้ว

การยืนก้มหัวบนรถเมล์คันเล็ก แล้วนับหลักกิโลถอยหลังทีละ 1 กิโล

กับการทรงตัวอีกหลายร้อยโค้งเป็นเรื่องที่ลำบากเอาการ

..."เมื่อไรจะถึงว้า" เป็นวลีที่ต้องกล่าวในใจอีกนับครั้งไม่ถ้วน

.

.

โอเค ...ตอนนี้ผมรอดปลอดภัยมาถึง "ปายทาง" แล้ว

ที่นี่ยังไม่หนาว แต่ก็พอจะมีลมเย็นๆ หลังพระอาทิตย์ตกช่วยคลายร้อนได้

นักท่องเที่ยวเริ่มหนาตาและเดินกันให้วุ่น โรงเรียนปิดเทอม หนุ่มสาวคงอยากพาแฟนมากุ๊กกิ๊กกันบ้าง

สำหรับผมยังคงล่องลอยโดดเดี่ยวไร้ตัวตน เหมือนสายลมที่พัดสอดแทรกระหว่างช่องว่างของคู่รักเหล่านั้น

แต่ตราบใดที่พวกเขากอดกัน สายลมก็คงหมดสิทธิ์ที่จะคั่นกลาง

ทำได้เพียงพัดอ้อมไปซุกตัวอยู่ในพื้นที่อื่นที่ยังพอมีเหลือ

อาจจะเป็นใต้โต๊ะที่เต็มไปด้วยยุง ในรูจมูกของคนเป่าแซ็กโซโฟน ในตู้ไปรษณีย์ หรือแม้แต่ผิวน้ำในโถส้วม

สายลมก็คงต้องยอมให้มันเป็นไปตามนั้น โดยไม่ปริปาก

.

.

เที่ยวนี้ ผมอยู่ที่ปายได้ไม่นาน

การเดินทางที่ยาวนานกว่าขามา 2 เท่า จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้

ควรแล้วในวาระนี้ ที่ผมจะเสพบรรยากาศปาย ให้เต็มคราบเสียก่อน

โดยมิต้องเผื่อแรงไว้ใช้ในการเดินทางที่จะมาถึง

.

.

พูดให้สวยหรูก็คือ

"ใช้หัวใจเดินทาง" ใช่ไหม?

2008/Oct/14

หลังจากเตรียมตัวเป็น backpacker ในเอนทรี่ที่แล้ว

http://a7day.exteen.com/20081006/10-backpacker


ผมทิ้งท้ายไว้ว่า จะพาไปโบกรถ
ในตอนแรกตั้งใจจะพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในการโบกรถ
แต่หลังจากวิเคราะห์แล้ว ก็ออกจะเป็นห่วงสภาพสังคมในสมัยนี้อยู่เหมือนกัน
เพราะการโบกรถมันตื่นเต้นก็จริงอยู่ แต่ก็แฝงด้วยอันตรายที่เราไม่คาดคิด
เลยนึกกลับไปตอนที่ยังละอ่อน มีประสบการณ์ครั้งแรกที่น่าจดจำเกี่ยวกับการโบกรถอยู่ไม่น้อย
จึงเลือกเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังดีกว่า เนอะๆๆ
.
.
ผมโบกรถครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2
และก็ต้องทำมันเป็นกิจวัตร อันเนื่องมาจากบ้านและโรงเรียนไกลกัน 50 กม.
และการซ้อมกีฬาตอนเย็นไม่อาจเสร็จสิ้นทันรถเที่ยวสุดท้าย ตอน 17.30 น.
จึงเป็นสาเหตุให้ต้องโบกรถกลับบ้านทุกวัน โดยมีเพื่อนนักเรียนร่วมทางอีก 4-5 คน
.
ผมตัดสินใจย้ายมาเช่าบ้านอยู่ในตัวเมืองบางช่วงสั้นๆ
การที่วัยรุ่น ม.ปลายมาเช่าบ้านอยู่ด้วยกันโอกาสเสี่ยงต่อการมั่วสุมสูงมาก
และก็เป็นเช่นนั้นเมื่อมีคนแปลกหน้าแวะมาที่บ้านกับเพื่อนของเราบ่อยขึ้น
ผมเลือกที่จะย้ายกลับไปอยู่บ้านอย่างเก่า และโบกรถกลับบ้านอีกครั้ง
.
.
ปี 2541 บางกอกเกมส์ทำให้หนุ่ม ม.ปลาย คึกคัก หยุดเรียนหลายวัน
กลุ่มชาย ม.6 จึงชักชวนกันโบกรถไปเที่ยวสมุย ฝนตกพรำๆ เป็นที่น่าสนุกสนาน
คน 9 คน กับตังค์ในกระเป๋าคนละ ห้าร้อย หกร้อย การโบกจึงประหยัดได้มาก
น่าเสียดายที่ไม่มีเรือข้ามฟากให้เราโบก จึงจำต้องควักตังค์จ่ายเรือเฟอรี่
.
ประทับใจด้วยความที่มันเป็นประสบการณ์โบกครั้งแรกของเพื่อนหลายคน
และที่ตื่นเต้นคือ การเดินทางครั้งนี้ไม่มีแผนการ การชักชวนกันมานั้นด้วยความคึกคะนองล้วนๆ
ถึงเกาะสมุยแล้ว เราก็ยังโบกไปเรื่อยๆ อาศัยแผนที่ที่หยิบติดมือมาจากท่าเรือ
รถใจดีคันหนึ่งอาสาให้ติดรถไปหาดเฉวง...
.
เราหวังจะไปค้างคืนที่เฉวงในคืนแรก ..ภาพ (กราฟิก) ในแผนที่บอกชัดๆ ว่าหาดนี้ทั้งกว้างทั้งยาว
นั่งรถจากท่าเรือ ถึงทางแยก เราควรจะเลี้ยวขวา ทว่าคุณลุงใจดีเลือกเลี้ยวรถไปทางซ้าย
"แวะตลาดหน้าทอนก่อนแป๊บนึงนะ" คุณลุงแถลงแจ้งความใน
คืนนี้มีงานประจำปีที่ตลาดหน้าทอน ลุงและภรรยาแวะเที่ยวงานแป๊บนึง (แกบอกอยางนั้น)
.

.
1 ชั่วโมง 2 และ 3 ชั่วโมง... เรารอนานกว่านั้น
ฝนเริ่มตก สมาชิกตกลงกันว่าหาที่บังฝน เลยหลบไปนั่งกันอยู่ใต้สะพาน
ถ้าใครนึกสภาพไม่ออก คงเคยเห็นภาพแรงงานต่างด้าวโดนจับ นั่งกันคุดคู้

...เราคุดคู้อยู่ใต้สะพานอย่างนั้น
บ้างหลับ บ้างเล่นกีตาร์ บางคนอาสาไปซื้อของกินจากในงานมานั่งกินกัน
นึกสงสัยว่าทำไมพวกเราจึงซื่อสัตย์ขนาดนั้น เขาบอกให้รอ เราก็รอ แล้วรอ แล้วรอไม่สิ้น
เหยียบตี 2 คุณลุงเดินยิ้มแป้นมา ถามว่า "อ้าวยังรอกันอยู่หรือ ขอโทษนะช้าไปหน่อย"
.
คืนแรกของเราไม่ได้จบลงที่หาดเฉวง ...แต่กลับกลายเป็นวัด
ลุงกับป้ามาทิ้งเราไว้ที่หน้าวัด "ลุงจะแวะบ้านตรงทางแยกข้างหน้า ไม่ไปเฉวงแล้วล่ะ"
แม้จะผิดหวัง แต่พวกเราเป็นเด็กดีเสมอ ลุงมีน้ำใจขนาดนี้ยังไงก็ขอขอบคุณด้วยใจจริง
ทุกคนหันหน้าเข้าวัด ด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ...
.

.
ผมกลัวผีมาตั้งแต่จำความได้ เป็นความกลัวที่มาก่อนความกลัวตุ๊กแกเสียอีก
บนศาลาวัดที่เงียบสงบ ทุกคนต่างมองหน้ากันเพื่อให้แน่ใจว่าจะตกลงค้างคืนกันที่นี่จริงหรือ
ใครคนหนึ่งยืนยันว่าจะนอนที่นี่ ทำให้ทั้งหมดเห็นด้วยคล้อยตามกัน
สายลมพัดหวีดหวิว ใบไม้กระพือพึ่บพั่บ ถ้าผีจะออก ก็คงออกมาตอนนี้แหละ บรื๋อออ!!
.
ด้วยความที่คาดการณ์เรื่องตำแหน่งการนอนไว้อย่างดีจนมั่นใจแล้ว
ผมจึงกระโดดขึ้นศาลาเพื่อจับจองที่นอนเป็นคนแรก เลือกตรงบริเวณกึ่งกลางของช่องว่างระหว่างเสา
ด้วยคาดว่าคนที่นอนตรงนั้นจะเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง และมีเพื่อนฝูงรายรอบ
ผมลั่นวาจาต่อสมาชิกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "กูนอนตรงนี้แหละ!!"
.
สมมติว่าผมเป็น เลข 8 และเพื่อนๆ เป็นเลข 0
.
ผมลั่นวาจาต่อสมาชิกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "กูนอนตรงนี้แหละ!!"
............8...............    (ผมเลือกที่แล้ว จุดๆ คือที่ว่าง 2 ด้าน)
.
เพื่อนคนนึงกล่าวเสริม "งั้นนอนกันเถอะพวกเรา"
..............8 0 0 0 0 0 0 0 0  (ทั้ง 8 ตัวดันมานอนเรียงต่อจากผม -*-)

ไอ้เพื่อนเลว!!

จะนอนหันหลังก็กลัวคนแปลกหน้ามานอนข้างๆ

จะตะแคงหน้าออกก็กลัวจ๊ะเอ๋เต็มๆ

สรุปว่าคืนนั้นใช้เวลากลัวผีไปจนเกือบสว่างจึงได้หลับ
.
เช้าวันรุ่งขึ้นเรา โบกรถไปหาดเฉวงสมใจ
แม้ชายหาดตอนหน้าฝนจะดูมอมแมมไปบ้าง แต่ความภูมิใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น
....นี่คือวันที่เด็กหนุ่มรู้ว่า พวกเขาได้เติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

.

.
ขากลับ เรามาถึงท่าเรือดอนสักตอนฟ้ามืด
บนท่อนซุงที่กองเรียงกันอยู่หลังรถสิบล้อ
ได้ยินเสียงพูดคุยเฮฮาของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง
รถขนไม้พาพวกเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอนาสาร
เราจะค้างคืนกันที่นั่น.

2008/Oct/06

ย่างเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว ใครหลายคนคงวางแผนท่องเที่ยวไว้ในใจ
ฤดูนี้ เข้าช่วงไฮซีซั่น ตลาดการท่องเที่ยวเริ่มเปิด นักเดินทางทั้งหลายเริ่มปัดฝุ่นรองเท้าคู่เก่ง
บ้างก็ท่องอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยไป
บ้างก็เตรียมจองโรงแรม ที่พัก ล่วงหน้า เพื่อรับประกันว่าจะมีที่นอนอุ่นๆ ในช่วงหน้าหนาว

.
ผมเองก็เตรียมตัวเดินทางเหมือนกัน
จะไฮ หรือ โลว์ ไม่ค่อยเลือก ขึ้นอยู่ที่โอกาส เวลา และอารมณ์
สำหรับผม อารมณ์ค่อนข้างจะเป็นใหญ่อยู่พอสมควร
บางทีออกเดินทางแบบไม่ค่อยพร้อมนัก แต่อารมณ์อยากจะออกไปข้างนอกแล้ว ก็ต้องตามใจมัน
ได้สนองตรงนั้นคือความสบายใจ (นี่กรณีที่ไปคนเดียวนะครับ ถ้าไปกับเพื่อนฝูงต้องเอาตามอารมณ์ของส่วนรวม)
.
เห็นใครต่อใครแนะนำกันเรื่องการเรียนแบบมีกึ๋น เป็นความคิดที่เยี่ยมมาก
แต่ว่ามันยังมีการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการใช้ชีวิตนอกตำรา
"การเดินทาง" เป็นการเรียนรู้โลกอีกรูปแบบหนึ่ง การได้สัมผัสวิถีชีวิตที่หลากหลาย ธรรมชาติ ความท้าทายต่างๆ
ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยเปิดมุมมอง รวมถึงนำมาซึ่งทัศนคติที่ดี ต่อตัวคุณเอง
.
การท่องเที่ยวมีหลายรูปแบบ การเที่ยวแบบ Backpack คือการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง
จะต่างจาก Tourist ตรงที่ Backpacker จะค่อนข้างอยู่ง่าย กินง่าย อิสระ ไม่ต้องการความสะดวกสบาย
เพราะความสำเร็จรูปแบบ Tourist มันอาจจะไร้รสชาติไปสักนิด ภาษาวัยรุ่นโบราณบอกว่า "ไม่จ๊าบ!!"
ด้วยผมประสบการณ์ (น้อยนิด) ในการท่องเที่ยวรูปแบบนี้
จึงอยากถ่ายทอด สำหรับผู้มีใจรักในการเดินทาง ทั้งคนที่อยากไป แต่ยังไม่กล้า หรือกล้าแต่ยังไม่พร้อม
เรื่องอย่างนี้จึงพอบอกเล่ากันได้ ว่าการเป็น Backpacker ควรเตรียมตัวอย่างไร
.
หลังจากตัดสินใจเลือกที่หมายได้แล้ว เบื้องต้นก็เป็นการจัดเตรียมกระเป๋าสัมภาระ
การจัดกระเป๋าสำคัญไม่น้อย แม้จะไม่สำคัญเท่าชีวิต แต่มันก็เป็นครึ่งชีวิตในการเดินทาง
เป้ - ขนาดพอเหมาะเลือกแบบแข็งแรงและเข้ากับตัวเองที่สุดเพราะนั่นคือครึ่งชีวิตของคุณ
เลือกเป้แบบไหนดี ตามไปที่เว็บนี้ครับ http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_34.html
.
ได้กระเป๋ามาแล้ว ทีนี้ลองดูสิว่ามีอะไรที่จำเป็นอยู่ในนั้นบ้าง (กรณีเดินทาง 3-7 วัน)
.
1. เสื้อผ้า - ควรคำนึงถึงโปรแกรมการเดินทางว่าคุณจะทำอะไร ที่ไหนบ้าง
ถ้าไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรในเป้ ก็จัดกางเกงไปสัก 3 ตัว เสื้อไม่เกิน 5 ตัว
กางเกงใส่ซ้ำได้ ผมว่าบางคน ตัวเดียวตลอดงานยังเคยมี ส่วนเสื้อแห้งเร็ว วันที่เหลือเราซักเอา
ชุดชั้นในเตรียมไป 3 ตัวเป็นอย่างน้อย เพื่อหมุนเวียนใส่ ตอนซัก ควรซักวันต่อวันจะดีมาก ถ้าไม่สะดวกก็ให้ใช้แผน B (คันหน่อยนะ ฮ่าๆๆ)
ข้อนี้ขึ้นอยู่กับสุขอนามัยของแต่ละคน ถ้ารักสะอาดมากๆ อย่ามาแบ็คแพ็คเลย
* สามารถไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้ หากไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีขาย
.
2.  ยารักษาโรค - ยาประจำตัวห้ามลืม สำหรับคนมีโรคประจำตัวสำคัญมาก
คุณจะตายกลางทางไม่ได้ ถ้าคุณตาย แล้วใครจะเอาเป้กลับบ้าน (อย่าลืมว่ามันคือครึ่งชีวิตของเรา)
ถ้าไม่เป็นโรคอะไร ก็พก "พาราเซตามอล" ไปซักแผง หากคุณไม่ได้ใช้ก็อาจมีประโยชน์กับคนอื่น
พลาสเตอร์ยา ยาหอม ยาลม ยาดม ยาหม่อง (อย่าขนไปเยอะเกิน จนเป็นภาระ)
.
3. ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกาย - สบู่ แปรง ยาสีฟัน
ผ้าเช็ดตัวผืนขนาดกลาง หรือเล็ก เพื่อประหยัดเนื้อที่กระเป๋า
หนุ่มลูกทุ่งอย่างผมใช้ผ้าขาวม้าครับ เบา บาง ไม่กินเนื้อที่ ใช้ดีจึงบอกต่อ
.
4. รองเท้าแตะ - เท้าเราคงไม่อยากมุดอยู่ในรองเท้าผ้าใบตลอดเวลา
เอาแบบไม่ต้องแพง และพร้อมทิ้งได้ตลอดเวลา

.
5. กล้องถ่ายภาพ, ฟิล์ม, เมมโมรี่การ์ด, ขาตั้งกล้อง - เตรียมไปให้เพียงพอต่อการใช้งาน
อย่าขนไปเยอะเกินความจำเป็น เพราะคุณไม่ได้ไปสตูดิโอ
ถ้าเป็นไปได้ใช้เลนส์ตัวเดียวก็เกินพอ เลือกช่วงระยะความชัดที่ครอบคลุม
เช่นว่า ผมใช้กล้อง DSLR ของ  Nikon เลนส์คิท 18-70 mm ตัวเดียวเที่ยวได้ทั่วไทย
*
จงเลือกให้ถูกว่าคุณไปเที่ยว หรือไปถ่ายรูป อันไหนประเด็นหลัก ประเด็นรอง
Backpacker จะไม่เพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองเกินความจำเป็น
.
6. คู่มือนำเที่ยว สมุดบันทึก ปากกา - คู่มือจะแนะนำที่พัก ร้านอาหาร ตารางรถ และสถานที่สำคัญต่างๆ แก่คุณ
บางครั้งก็ปิดคู่มือเสีย แล้วใช้ปากนำเที่ยวบ้าง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันคนในพื้นที่
สมุดบันทึกจะเป็นคู่มือนำเที่ยวในแบบของคุณเอง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ หรือการมาเยือนครั้งที่ 2

7. คัทเตอร์, กรรไกร, กรรไกรตัดเล็บ, มีดพกเอนกประสงค์  - ไม่รู้ใครพกกันบ้างนะ แต่ผมเอาติดไปด้วยตลอด
มันไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์บ่อยนัก แต่พอถึงคราวจำเป็นเราหยิบมาใช้ได้ทันท่วงที
อุปกรณ์เล็กๆ พวกนี้ อย่างน้อยก็ใช้ป้องกันตัวได้ พกไปไม่ผิดกฎหมาย
แต่หากเจอสถานการณ์ที่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ใช้คัทเตอร์นั้นแทงตัวเองเสีย 555 (โปรดใช้วิจารณญาณ)
.
8. ถุงพลาสติก หนังยาง เชือก - ถุงขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง พับๆ ซ้อนกันไปเหน็บไว้สักซอกหนึ่ง
อาจได้ใช้ประโยชน์ ใส่ของจุกจิก กันน้ำ ใส่อ้วกตอนเมารถ ฯลฯ
.
9. ไฟฉาย - ในถิ่นธุรกันดาร ไฟ้ฟ้ายังไม่มี หรือไฟดับ ไฟฉายเล็กๆ ช่วยได้เสมอ
อย่าลืมสุภาษิตที่ว่า "แสงสว่างเสมอด้วยไฟฉายไม่มี"
.
10. หนังสืออ่านเล่น - พ็อคเก็ตบุ๊ค สักเล่มช่วยย่นระยะทางได้พอสมควร
ค่อยๆ เล็มมันทีละน้อยๆ จบทริป เราก็อ่านได้จบเล่มพอดี
.
10.5 รอยยิ้ม - ไปที่ไหนก็มีแต่มิตรภาพ
.
.
ของ 10 อย่างที่ควรอยู่ในกระเป๋าของ Backpacker  เป็นปัจจัยพื้นฐานทั่วไป
สิ่งสำคัญคือจิตสำนึกในการเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี
จัดเตรียมกระเป๋าเสร็จแล้ว จะได้เริ่มออกเดินทางกันเสียที
เอนทรี่หน้าจะพาทุกท่านไป "โบกรถ" กันครับ

2008/Sep/26

มนุษย์มีวิวัฒนาการมาในกลุ่มเดียวกับลิง
มนุษย์ก็เหมือนลิงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ที่บังเอิญมีพัฒนาการทางสมองดีกว่าน้องลิงน้อย
มนุษยุคหินรู้จักกระเทาะหินให้มีคม เพื่อเอามาทำเครื่องใช้
มนุษย์พัฒนาสมองจนสามารถวาดรูปเลียนแบบธรรมชาติ
มนุษย์รู้จักวิธีการรักษาสภาพศพ และสร้างพีรามิด
มนุษย์สร้างเรือเพื่อเดินทางจากแผ่นดิน ไปยังอีกแผ่นดิน
มนุษย์เริ่มบินได้ ด้วยอากาศยาน
มนุษย์คิดค้นสมการ  e = mc²  ซึ่งได้พัฒนาเป็น Little boy และ Fat man
มนุษย์สามารถเดินทางในอวกาศ และประทับฝ่าเท้าบนดาวมูน
มนุษย์เริ่มทดลองสร้างหลุมดำ เพื่อหาต้นกำเนิดจักรวาล
.
.
ความซับซ้อนของสมองมนุษย์ก่อกำเนิดสิ่งประดิษฐ์ คิคค้นวิทยาการมากมาย
...แต่อะไรก็ตาม มี 2 ด้านเสมอ
มนุษย์จำพวกหนึ่งใช้สมองในการริเริ่มสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม
มนุษย์อีกจำพวกใช้สมองในการคิดหาประโยชน์ให้ตนเอง
.
.
ลิงเป็นสัตว์ป่าที่รักพวกพ้อง จ่าฝูงรักษาผลประโยชน์ของฝูง
ปรสิตเป็นสัตว์ที่อาศัยเกาะกินผู้ให้อาศัย และบางครั้งทำร้ายผู้ให้อาศัยจนเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต
...พวกคุณที่คิดเรื่องนี้ สืบสายพันธุ์จากสัตว์ประเภทไหนกันแน่?

.

ชื่อภาพ - มนุษย์วานร

ถ่ายเมื่อ - 15 ธันวาคม 2548 เวลา 15.25 น.

สถานที่ - ใกล้ผาหล่มสัก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

.

อุทยานแห่งชาติ 10 แห่งชาติ ที่รัฐนำร่องให้เอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่จัดบริการ

โดยมีสัญญาอนุญาตให้โกยทรัพย์ถึงรุ่นหลานเป็นเวลา 30 ปี


1.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
2.อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
3.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
4.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
5.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
6.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
7.อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
8.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
9.อุทยานแห่งชาติเอราวัณ
10.อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก