2007/Dec/24

ไม่ได้เขียนเอนทรี่นานมากแล้ว

และยังไม่มีความพร้อมในเร็วๆ นี้

...ง่า

ปลายปีนี้...

อยากจะเขียนโปสการ์ดที่ทำขึ้นมาเอง

แต่ว่ายังไม่มีคนรับ...ง่า

หวังว่าเพื่อนๆ ใน exteen คงอยากได้เก็บไว้สักใบ

ถึงไม่อยากเก็บ แต่ก็อยากส่งให้

แม้ไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันเท่าไรนัก

แต่ก็อยากให้รู้จัก "ลายมือ" ไว้บ้าง ...ง่า แต่พยายามอ่านกันหน่อยนะ 55

.

.

ถือว่าเป็นการ์ดอวยพรปีใหม่ไปในตัวเลยก็แล้วกันนะครับ

.

กรุณาทิ้งที่อยู่ของท่านไว้ในอีเมล์ของผม (ดูได้ใน profile)

ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อจริง ใช้ชื่อใน exteen ก็ได้ครับ (ข้อมูลจะเป็นความลับ)

รับรองว่าจะไม่มีซองผ้าป่าแนบไปด้วยอย่างแน่นอน คิๆ

.

.

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลคริสมาสต์+ปีใหม่

บุญรักษาครับ

2007/Dec/04

เมื่อช่วงปลายตุลาหนีไปเที่ยวเมืองกาญสองคืน

เป็นการเดินทางที่กะทันหันที่สุดในชีวิต

...สไตล์คนเพิ้ยนที่นึกจะทำก็ทำ แต่ดันมีคนร่วมเพี้ยนอีก 2 คน

555

สนุกสนานดีกับวิธีการเที่ยวแบบนี้ ความจริงผมก็เริ่มเดินทางแนวนี้มาบ้างแล้ว

เพียงแต่ครั้งนี้โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทาง...ไม่เหงา...แต่คิดถึง อิอิ

 .

อยากออกไปข้างนอกว้อยยย ที่ไหนก็ได้!!!!

.

เอ่อ แต่ว่าต้องลิ้งค์ไปดูอีกเว็บนึงนะครับ อาจจะไม่สะดวกเท่าไร

.

.

กำลังคิดว่าถ้าเป็นงานเขียน จะยังอยู่เว็บนี้

แต่ถ้ามีภาพเยอะๆ ก็ไปเก็บไว้ที่เว็บนู้น

...ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมทักทายกันเช่นเคยครับ

คงมีเวลาไปแวะที่บ้านพวกคุณมากขึ้นแล้วล่ะ

.

.

ดูภาพหนีเที่ยวได้ที่นี่คับพี่น้อง  http://7daysago.multiply.com/photos/album/2

edit @ 5 Dec 2007 20:49:06 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 20:56:00 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 21:49:15 by 7 days ago

2007/Nov/30

มาเจอะ เจอ กันอีกครั้งในวันสิ้นเดือน

เดือนนี้จะหยุดลงที่เลข 30 ...ง่า

ครบรอบ 2 ปีแล้ว ที่มาวนเวียนแถวนี้

ยังคงมีภารกิจติดค้าง ที่ยังไม่สามารถปลีกเวลามาทักทาย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี (และยังไม่มีเรื่องใหม่มาอัพเดท)

 

ในที่นี้จึง ขอขอบคุณ...

- exteen สำหรับพื้นที่

- ที่ทำงาน ที่มีคอมให้ใช้เขียนบล็อก และยอมให้อู้งาน (จะเต็มใจหรือไม่ก็ช่างเถอะ)

- สถานที่ทุกๆ ที่ ที่อ้างถึงในบล็อก

- ตัวละครทุกตัวที่ไม่รู้ตัวว่าถูกแอบอ้าง

- การรถไฟแห่งประเทศไทย

- จิตใต้สำนึกของตัวเอง

- และที่นึกไม่ออก (นึกออกแล้วจะมาเพิ่มเติมอีกที)

และที่ขาดไม่ได้ คือ มิตรสหายทุกท่าน

 

ขอสัญญาว่าจะกลับมาในเร็ววันนี้

edit @ 5 Dec 2007 21:16:32 by 7 days ago

2007/Nov/05


1
ใบไม้แห้งปลิดตัวเองจากกิ่งร่วงหมุนเคว้งลงพื้น
ลอยเคว้ง...แต่ไม่เหงาเคว้ง เพราะเพื่อนใบไม้ต่างพร้อมใจกันผลัดใบ
ลมหนาวโชยวูบมาอย่างต่อเนื่อง
ฉันก้าวเดินไปตามถนนอิฐบล๊อคเคลือบตะใคร่น้ำ
ลมวูบนั้นทำให้ฉันดูคล้ายวีรบุรุษที่มีสาวงามโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับ
.
.
เสียงไอค็อกแค็กๆ ดังไปตามฝีก้าว
ไม่ต่างกับเสียงท๊อกแท๊กๆ ของรถอีแต๋นบนคันนา
ฉันเดินเหยียบเงาตัวไปบนสนามหญ้าสีเขียว
ใบไม้แห้งสีน้ำตาลปลิดปลิวนอนเกลื่อนอยู่รายรอบ

.
.
2
ดอกหญ้าสีขาวลอยฟุ้งต้องแสงแดด
หน้าหนาวของเมืองไทยแม้ไม่มีหิมะ แต่ก็คลับคล้าย
ดอกหญ้าถูกพรากจากก้านชูอับละอองเรณู
ปุยขาวล่องลอยไกลแสนไกล
ตกลงมาติดที่ผมของฉันสองปุย  ฉันปัดออก  และปุยใหม่ก็มาแทนที่
.
.
ปกติฉันเป็นคนเดินเร็ว
แต่วันนี้เดินได้ไม่เร็วนัก  เดินพลางตัวสะดุ้งงอ เหมือนคนชักกระตุก
สาเหตุที่รถอีแต๋นวิ่งได้ช้า คงเพราะมัวแต่เครื่องกระตุกท๊อกแท๊กๆ
ฉันคงเป็นคนอีแต๋นที่คอกระตุกค๊อกแค๊กๆ
ท๊อกแท๊กๆๆ ค๊อกแค๊กๆๆ

.
.
3
ต้นไม้เหลือแต่ลำต้นและกิ่งก้านดูบอบบางและไม่แข็งแรงเอาเสียเลย
ต้นหญ้าเมื่อไม่มีดอกเป็นช่อสีขาวฟูฟอง ก็ดูมีค่าเท่ากับคำว่า "วัชพืช"
อาการของฉันก็ยังไม่สู้ดี เพราะโรคหวัดเล่นงานมาสามสัปดาห์ต่อเนื่อง
ฉันเดินผ่านต้นไม้ใบร่วง และต้นหญ้าไร้ค่า
มีเสียงค๊อกแค๊กๆ ควบคู่ไปกับจังหวะก้าวขา...
.
.
ฉันเห็นตัวเองมีสภาพอ่อนแอเช่นเดียวกับต้นไม้ไร้ใบ
และบางครั้งก็จะเห็นว่าตัวไร้ค่าเหมือนวัชพืช
...แค่บางครั้งเท่านั้นที่ฉันคิด

.
.
ความสำคัญของต้นไม้ไร้ใบ ไม่ได้อยู่ที่วันนี้จะมีร่มเงาให้หรือไม่
เพราะนั่นเป็นความคาดหวังจากคนอื่น
หากแต่ความเป็นตัวตนของต้นไม้ กลับอยู่ในรากที่หยั่งลึกนั่นต่างหาก
ฉันรู้ว่าต้นไม้ก็อาจจะเห็นว่าตัวเองไร้ค่าในยามที่ไร้ใบ
แต่เมื่อไรที่ฤดูเปลี่ยน จิตวิญญาณจากรากลึกก็จะกลับมาอีกครั้ง
.
ต้นหญ้าแม้เป็นแค่วัชพืช แต่กลับเอาตัวรอดได้เก่ง
แม้ต้นหญ้าไร้ดอกจะถูกเหยียบย่ำให้เหี้ยนเตียน
แต่ปุยดอกที่ล่องลอยได้รับมอบหมายหน้าที่ของมันแล้ว

วันข้างหน้าพวกมันจะมีดอกฟองฟูเป็นพู่ประดับสองข้างทางอีกครั้ง
.
.
และ
...ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนั้น ...ในช่วงฤดูโรย

edit @ 13 Nov 2007 11:19:16 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 21:16:48 by 7 days ago

2007/Oct/15

 

ควันบุหรี่จางๆ ล่องลอยขึ้นไปบนฟ้า
มีกลุ่มเมฆดำทะมึนลอยอยู่บนนั้น
สีเมฆเหมือนฟองผงซักฟอกที่เพิ่งซักถุงเท้าลุยโคลน
ลองมองดูมันอีกทีก็เหมือนควันบุหรี่ลอยไปกองรวมกันอยู่ข้างบน
คงเป็นควันบุหรี่ของรามสูร ...วันนี้คงเซ็งที่ไม่ได้ขว้างขวาน
ฝนตกหนักหลายวัน เมขลาคงป่วยเพราะพิษฝน
.
ฉันยืนอยู่บนลานกว้างที่ถูกอาบไปด้วยแสงสีส้ม
มันเป็นแสงของพระอาทิตย์ตอนหกโมงเย็น
มันไม่ใช่แค่สีของท้องฟ้า แต่เป็นทั้งสีของพื้นโลกและมวลอากาศ
ละอองฝนเปลี่ยนทิศทางของแสงให้หักเหไปได้ทุกทิศ
หากไม่ได้ยืนอยู่ที่ริมทะเล นี่คงเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าฟ้าไม่ต่างกับดิน
ฟ้าสีส้ม...โลกสีส้ม
.
.
เพลง 'ความรักสีส้ม' ของเบิร์ดกับฮาร์ท วิ่งผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาเป็นรอบที่ห้า
ฉันเสิร์ชหาเพลงอื่นๆ ฟังบ้าง ก่อนที่มันจะวนกลับเข้าหูซ้ายเป็นรอบที่หก
"สีส้มเหรอ เฮอะ!" จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองล่ะนะ
...เพลง 'Yellow' ของ Cold Play เข้ามาแทนที่ 'ความรักสีส้ม' ได้ทันเวลา
.
มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่ฉันมักสงสัยแต่ไม่เคยได้คำตอบ
เรื่องที่ว่า ถ้าเราลองตั้งข้อสังเกตกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็จะวนมาให้เราเจอทั้งวัน
สมมติว่าตอนเช้าได้ยินพนักงานร้านซัก อบ รีด พูดคำว่า "เช้าฟาดผัดฟัก เย็นฟาดฟักผัด"
เอาเป็นว่ามันไม่ใช่คำที่พูดง่ายๆ แน่ และคงมีน้อยที่จะเป็นคำที่ใพูดในชีวิตประจำวัน
แต่เผอิญว่า หลังจากจะได้ยินจากร้านซัก อบ รีด แล้ว ฉันยังได้ยินจากปากใครอีกหลายคน
และในวันเดียวกันนั้นจะได้ยินวลีนี้บ่อยเสียจนผิดสังเกต
...ไม่ต่างกับ "สีส้ม" ในวันนี้ ที่ทำให้วันทั้งวันของฉันกลายเป็นสีส้มไปแล้ว
.
.
สีส้มเป็นสีโทนร้อน ให้ความรู้สึกอบอุ่น
แต่สำหรับฉันสีส้มกลับเป็นความเหงา อ้างว้าง จนเกิดอาการโหยหา
หลายครั้งที่ฉันเดินทางแสนไกล เพื่อไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกในที่ต่างๆ
ฉันไม่เคยหนีออกจากความรู้สึกนั้นได้เลย มันเป็นความรู้สึกที่เกิดจากแสงสีส้ม
อดขำตัวเองไม่ได้กับการเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเป็นการเพิ่มความเศร้าให้ตัวเองอีกหนึ่งเขบ็ด
.
.
ความมืดโอบกอดท้องฟ้าจนเกือบมืด ...แสงสีส้มจากไปแล้ว
ฉันเดินออกจากลานกว้างมุ่งหน้าไปยังสนามกีฬา
ก้นกรองบุหรี่สีส้มถูกทิ้งลงพื้น ก่อนที่มันจะโดนเหยียบจนแบนแบบไม่มีทางฟื้น
ฝนตกทุกวันทำให้ฉันไม่ได้ออกกำลังกาย ...วันนี้เมขลาป่วยฝนคงไม่ตกแน่
.
ท้องฟ้ามืดมิด ลู่วิ่งก็มืดมิด ...ฟ้ากับดินดูไม่แตกต่างกันอีกครั้งหนึ่ง
ฉันเริ่มออกตัววิ่งไปบนลู่วิ่งสีส้ม ...กลางคืนดูสีไม่ออก แต่ตอนกลางวันมันเคยเป็นสีส้ม
ฉันไม่ชอบการวิ่งสักเท่าไร แต่มันเป็นวิธีรีดเหงื่อที่ง่ายที่สุดในช่วงนี้
การวิ่งคนเดียวไม่ให้เบื่อ ต้องมีจินตนาการควบคู่ไปด้วย
ฉันจินตนาการว่าวิ่งหนีหมา 1 รอบ วิ่งไล่หมู 1 รอบ และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายรอบ
...
.
.
แม้จะหิว แต่ฉันไม่อยากกินข้าว เมื่อคิดถึงเมนูที่อยากกิน ...แกงส้ม+ไข่เจียว -_-"
อาหารค่ำวันนี้จึงเป็นผลไม้ ฉันซื้อฝรั่งและมะละกอ...ง่า มะละกอมันสีส้ม
ฝรั่งแก้ท้องเสีย มะละกอแก้ท้องผูก ...ได้ผลลัพธ์เท่ากับศูนย์
เมื่อฝ่ายใดมีอำนาจ อีกฝ่ายก็ต้องคานอำนาจ ...โลกนี้สอนเราได้ทุกอย่างจริงๆ
.
.
ผ้าห่มสีส้มถูกเปิดออก ฉันมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม
ยิ้มทักทายกับผ้าปูที่นอนสีส้ม หมอนหนุนสีส้ม และหมอนข้างสีส้ม
...วันนี้ไม่มีสิ่งใดมาคานอำนาจของสีส้มได้เลย
ไม่ว่าจะโลกเป็นอย่างไร  ฉันก็ยังเป็นคนที่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ
.
.
ราตรีสวัสดิ์ ...วันสีส้ม

edit @ 17 Oct 2007 14:02:57 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 21:17:17 by 7 days ago

2007/Sep/23

ในพื้นที่และเวลา

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กัน

.
.
ดวงดาวทุกดวงมีแรงดึงดูดต่อกัน
โลกก็มีแรงดึงดูดต่อศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล
ดวงอาทิตย์ไม่ได้มีแรงดึงต่อโลก มากว่าที่โลกดึงดวงอาทิตย์
ทั้งสองดวงออกแรงดึงเท่าเทียมกันตามกฎข้อ 3 ของนิวตัน
เหมือนคู่ชายหญิงเต้นรำบนลานน้ำแข็ง
ต่างแต่ฟลอร์นั้นมืดมิดแลเวิ้งว้าง...
.
.
ชายหนุ่มกำมือหญิงสาวไว้แน่นจนเหงื่อชุ่มฝ่ามือ
แล้วเหวี่ยงแขนออกเป็นวงกว้าง
สองชีวิตโลดแล่นลื่นไหลไปบนลานสเก๊ตอย่างอิสระ
แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งสองพยายามหนีออกจากกัน
คล้ายจะสะท้อนความปรารถนาที่ทั้งสองต้องการแยกไปสู่อิสระของตัวเอง
แต่คู่ก็ยังเต้นรำจนสิ้นเสียงโน๊ตสุดท้ายของบทเพลง
...มีความหมายใดซ่อนอยู่ในอุ้งมือที่ชุ่มเหงื่อนั้น?
.
.
หลากหลายชีวิตเดินสวนทางกันไปมา
มีบางชีวิตเดินขนาบข้างกันไป
มีบางชีวิตรีบเร่งร้อนรน
มีบางชีวิตค่อยดำเนินอย่างเชื่องช้า
เบื้องลึก ทุกคนล้วนครุ่นคิดถึงจุดจบของชีวิต
ทุกคนพยายามออกแบบการตายของตัวเอง
.
เธอคนหนึ่งก้าวเดินอย่างเชื่องช้า
แทบจะเหมือนการล่องลอยของวิญญาณหากไม่มีสิ่งผิดสังเกต
ผู้คนรอบข้างต่างก็ยุ่งอยู่กับออกแบบความตาย
เธอเองก็มีธุระสำคัญไม่ต่างจากคนรอบข้าง
.
ที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความตาย
มีหลากหลายชีวิตเดินสวนทางกันไปมา
อีกไม่นานสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะแน่นิ่ง และส่งกลิ่นเน่าเหม็น
ชีวิตคนมักอยากหลุดพ้นจากความทรมาน
.
.
เทียนบางดวงดับวูบ ทิ้งร่องรอยไว้เพียงควันจางๆ
เทียนบางดวงยังมีเปลวลุกช่วง ส่ายไหวตามแรงลม
"จิตใจคนเราก็ส่ายไหวอย่างเปลวเทียนนี้เอง ...โงนเงนไม่เคยนิ่ง"
...ท้ายที่สุดมันก็ดับ
ใครบางคนอาจเคยครุ่นคิดในใจ ขณะโน้มตัวปักธูปในกระถาง
และสายตาที่จับจ้องอยู่ที่สัญลักษณ์แห่งพุทธองค์ "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน"
.
คุณไม่ใช่คนแรกที่พยายามมองหาความหมายจากแววตาของผู้หลุดพ้น
คุณไม่ใช่คนแรกที่รู้สึกอิจฉารอยยิ้มที่ดูอิ่มเอิบด้วยความสุขนั้น
เนิ่นนานกว่าที่ล่วงรู้ความลับ ...แม้ตายังเบิกกว้าง แต่ใจกลับปิดตาย
ปิดตา แล้วเปิดใจเถิด บางทีอาจจะเจอความหมาย
.
.
ใช่แค่เพียงดวงดาวที่มีแรงดึงดูดต่อกัน
มนุษย์ก็มีคุณสมบัตินั้นเช่นกัน อาจจะทุกสรรพสิ่งด้วยซ้ำ
แต่แรงดึงดูดนั้นไม่สามารถคำนวณได้โดยสูตรฟิสิกส์
เพราะมันเป็นพลังงานของจิต
.
.
บนทางเดินที่การสัญจรขวักไขว่
มีหลายคนที่เดินสวนทางผ่านไป และหลายคนที่เดินเคียงข้าง
บนเส้นทางนั้นคุณอาจเสียหลักล้มลงเพราะก้าวผิดจังหวะ
บางคนเดินผ่านโดยมองไม่เห็น ...บางคนมองเห็นแต่ไม่สนใจ
อาจมีมืออย่างอย่างน้อยหนึ่งข้าง ที่ยื่นมาให้คุณจับยึดเพื่อฉุดให้เดินต่อ
...จะเลือกจับมือข้างนั้นไว้หรือไม่ก็เท่านั้น
.
.
จันทร์ที่ลอยอยู่ เหมือนจะไม่มีประโยชน์ใดนอกจากความสวยงาม
แท้จริงแล้วความสมดุลของโลกนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาดวงจันทร์
แรงดึงดูดระหว่างกันมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำ
บนดวงจันทร์ไม่มีน้ำ แต่กลับมีอิทธิผลต่อน้ำบนดาวดวงอื่น
.
.
ในดินแดนแห่งความตาย
ต่างคนต่างก็พยายามออกแบบจุดจบของตนเอง
ฉันเองก็ไม่ต่างจากเธอ และไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ฉันก็แสวงหาความตายในแบบที่ฉันต้องการ
ฉันเคยอยากทำให้มันง่ายดาย แต่ฉันได้เรียนรู้ว่ามันไม่เคยง่าย
.
.
เปลวเทียนที่โงนเงนไม่แน่นอนอาจทำให้เทียนบางเล่มดับลง
แต่ก็มีบางเล่มที่มอดไหม้ลามจนหมด แล้วดับตัวเองลงบนเชิงเทียน
กาลเวลาเป็นตัวกำหนดอายุขัยของการดำรงอยู่
ตราบใดที่ดนตรียังบรรเลง การเต้นรำก็ยังต้องดำเนินต่อไป
.
เมื่อคุณล้มลง จะมีมืออย่างน้อยหนึ่งข้างยื่นมาให้คุณจับ
เมื่อเสียงเพลงดำเนินมาถึงท่อนที่สำคัญ คุณคงมองเห็นมือข้างนั้น
แรงเหวี่ยงทำจะให้คู่เต้นรำพยายามหนีออกจากกัน
แต่มือทั้งสองข้างยังคงกำแน่นจนสิ้นเสียงโน๊ตสุดท้ายของบทเพลง

.
คุณคงรู้ความหมายของอุ้งมือที่ชุ่มเหงื่อนั้น

edit @ 5 Dec 2007 21:17:27 by 7 days ago

2007/Sep/07

ชอบจัง เวลาที่ลมพัดผ่าน
ลมหน้าร้อน หอบไอร้อน ช่างอบอ้าว
ลมหน้าหนาว หนาวยะเยือก
ลมหน้าฝน แม้ตัวจะเปียกชื้นด้วยเม็ดละออง แต่ก็ทำให้รู้สึกดี
.
ชอบจัง เวลาที่ลมพัดผ่าน
เหมือนทำให้ชีวิตชีวากลับคืนมาอีกครั้ง
ดูสิ แม้แต่กิ่งไม้ที่เหี่ยวแห้ง ยังได้โยกไหวคล้ายคืนชีพ
นกน้อยได้โบกโบยอย่างสุขใจ มีลมใต้ปีกช่วยหนุนให้บินสูงสุดใจปรารถนา
.
"ลม" เป็นอากาศที่เคลื่อนไหว
เคยได้ยินวลีที่ว่า "มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้"
ใช่แล้ว! มันสัมผัสได้
...แต่เพียงวูบเดียวเท่านั้นที่ได้สัมผัส ครั้นจะคว้ามันไว้ ลมก็จากไปเสียแล้ว
.
ความสุขบางอย่างไม่สามารถมองเห็น
ชอบจัง เวลาที่ลมพัดผ่าน สายลมเป็นความสุขที่สัมผัสได้
...ไม่ว่าสายลมนั้นจะหวังดี หรือ หวังร้าย
แต่เมื่อได้แหงนหน้าให้ลมเชยคาง จะกี่ครั้งก็ยังรู้สึกดี
.
.
ลมนำมาซึ่งเมฆฝน
ลมนำมาซึ่งไออุ่น
ลมนำมาซึ่งความเหน็บหนาว
ลมนำมาซึ่งอะไรหลายๆ อย่าง คงอยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคน
.
ลมพัดผ่านมา แล้วก็พัดผ่านไป
บางครั้งลมก็หมุนวนรอบๆ ตัว แต่สุดท้ายก็หายไปอยู่ดี
หากจับลมใส่ถุง มันก็จะเป็นแค่อากาศนิ่งๆ ก้อนหนึ่ง...ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากไปกว่าทำให้ถุงโป่งพอง
ปล่อยลมออกจากถุง ให้มันเคลื่อนไหวไปตามวิถีของลม อิสระของสายลม
.
บางครั้งอยากจะล่องลอยไปกับสายลม
แต่ลักษณะทางกายภาพไม่ได้เป็นดังเช่นฝุ่นผง
เพราะความเป็นตัวตน จึงทำให้รู้สึกดีได้แค่ในบางครั้งที่ลมพัดผ่านเท่านั้น
ความรู้สึกดีที่มองไม่เห็น และครอบครองไม่ได้
.
.
.
วันหนึ่งที่ตัวตนจะแปรสภาพเป็นฝุ่นผง
วันหนึ่งที่สายลมจะหวนคืนมา
วันหนึ่งที่จะได้ล่องลอยไปกับสายลม
วันหนึ่งที่ความรู้สึกดีพัดผ่านไปที่คุณ

...แล้วก็จากไป

edit @ 5 Dec 2007 21:17:37 by 7 days ago

2007/Aug/30

ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
วันเวลาผ่านไปดั่งสายลมพัด
รูปปั้นปูนปลาสเตอร์ยืนฟังเสียงน้ำไหลอยู่ตรงมุมสวนยามค่ำคืน
ใบไม้แห้งหลุดออกจากกิ่ง ร่อนใบโย้ซ้าย เย้ขวา ท้ายที่สุดลงมาแนบนิ่งบนพื้น
.
เดือนสิงหาคมปีนี้แสนยาวนานในความรู้สึก
ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะหลากหลายเรื่องราวที่ได้เจอเป็นส่วนหนึ่ง
รูปแบบการใช้ชีวิตเป็นอีกส่วนหนึ่ง
การที่ได้เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
.
แสงเดินทางด้วยความเร็ว 186000 ไมล์/วินาที = 300 ล้านเมตร/วินาที
โลกหมุมรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1674.38 km/h = 465.11 m/s (ที่เส้นศูนย์สูตร)
โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก หมุนรอบวงโคจรด้วยความเร็ว 29.8 กิโลเมตรต่อวินาที
จุดเริ่มต้นนับเวลา ที่เส้นแวง ที่ 0 เป็นจุดเริ่มต้น อยู่ที่เมืองกรีนิช (Greenwish) ประเทศอังกฤษ

.
.
.
ใบไม้ร่วงลงพื้นอีกหนึ่งใบ
คล้ายว่าลมหนึ่งวูบจะปลิดชีพใบไม้ทีละใบ ทีละใบ
น้ำตกเล็กๆ ที่มุมสวนยังส่งเสียงจ๊อกๆ ด้วยพลังงานไฟฟ้า
รูปปั้นยืนมองใบไม้อีกใบร่วงลงพื้น เสียงจ๊อกๆ ดังเข้าหูอย่างต่อเนื่อง
.
เดือนสิงหาคมมีวันหยุดสำหรับผมหลายวัน
แต่วันหยุดกลับทำให้รู้สึกว่าชีวิตหยุดนิ่ง
ชีวิตในระบบคุ้นเคยอยู่กับการตื่นนอน และเข้านอน
ตื่น - ทำงาน - เข้านอน นับเป็น 1 วัน ...ระบบขับเคลื่อนอย่างนี้
.
วัน (Day) มาจากตะวัน หรือดวงอาทิตย์
ในสมัยโบราณใช้ดวงอาทิตย์บอกเวลา
เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองจะทำให้ดูเหมือนดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก
โดยที่ดวงอาทิตย์โคจรครบรอบ 1 รอบถือเป็น 1 วัน
มีค่าเท่ากับ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.091 วินาที
.
.
.
รูปปั้นตรงมุมสวน เป็นรูปปั้นที่อ่อนไหวที่สุดในโลก
สีขาวหม่นของปูนปั้น เหมือนจะหม่นลงทุกครั้งที่ใบไม้ร่วงสู่พื้น
ถ้าสามารถหลั่งน้ำตา คงไหลนองได้ไม่ต่างจากน้ำตกที่ส่งเสียงจ๊อกๆ นั่น
ถ้าสายลมสามารถปลิดชีวิตรูปปั้นได้เหมือนใบไม้ ก็ยินยอมโดยไม่มีเงื่อนไข
.
ถ้านับรอบการตื่นและนอน เท่ากับหนึ่งวัน
บางครั้งหนึ่งวันของผมจะเท่ากับ 48 ชั่วโมง
หนึ่งวันยาวนานกว่าคนทั่วไปสองเท่า
แต่ว่าจำนวนวันน้อยลง
.
เดือน(Month) มาจากดวงจันทร์ (Moon)
เป็นการกำหนดช่วงเวลาของการโคจรของดวงจันทร์ครบ 1 รอบ
เรียกว่า 1 รอบดวงจันทร์หรือ 1 เดือน
ถ้านับตาม Sidereal Month หรือ เดือนดาราคติ
ดวงจันทร์มีคาบการโคจรรอบโลก 1 รอบเท่ากับ 27.32166 วัน
หรือ 27 วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที 11.4 วินาที
.
.
.
ท้องฟ้ามืดครื้มด้วยเมฆหนา ลมพัดแรงขึ้น
ใบไม้โดนปลิดจนร่วงกราว เสียงดังพรึ่บ พรั่บ
รูปปั้นโยกคลอนด้วยแรงพายุ สุดท้ายก็ล้มครืน
ไฟฟ้าดับลง เสียงจ๊อกๆ ของน้ำตกก็เงียบหายไป
ฝนเริ่มเทลงมาเม็ดเท่าก้อนกรวด กระทบผิวน้ำดังจั๊กๆ
.
ไม่มีปฏิทินสำหรับบอกว่าวันไหนคือวันไหน
มีแต่เข็มนาฬิกาหมุนวนรอบแล้วรอบเล่า รอบแล้วรอบเล่า
ผมมองเห็นพระอาทิตย์เฉพาะขาขึ้น แต่ไม่รู้วันวันหนึ่งๆ พระอาทิตย์ขึ้นไปกี่ครั้ง
ผมคงนับวันเองได้ หากไม่สับสนระหว่างพระอาทิตย์กับพระจันทร์เดือนหงาย
.
ปี (Year)
ระยะเวลา 1 ปี หมายถึงช่วงเวลาที่โลก
โคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบบนทรงกลมท้องฟ้า
ถ้าใช้ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าเป็นจุดอ้างอิง มีค่าเท่ากับ 365.25636 วัน
หรือ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 10 วินาที

.
.
.
พื้นที่ผิวโลกมี 510,065,600 ตารางกิโลเมตร
71% ของผิวโลก คือ น้ำ
จุดจุดหนึ่งที่ใครสักคนดำรงอยู่บนโลกอาจมีค่าใกล้เคียงกับ 0
การที่โลกทิ้งใครสักคนไว้ที่ช่องว่างระหว่างมิติของเวลาคงไม่ใช่เรื่องใหญ่
ทว่าใครคนนั้นจะดำรงอยู่โดยไม่รู้ อดีต-ปัจจุบัน-และอนาคต
.
.
ผมหยุดการโคจรรอบตัวเอง
เพื่อรอให้ปัจจุบันวนกลับมาอีกครั้ง
เมื่อมีแสงอาทิตย์แหลมๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายฟ้า
ผมจะเอาคอเสื้อของตัวเองไปเกี่ยวแขวนไว้กับปลายแหลมนั้น

ถึงตอนนี้เราก็ได้กลับมาโคจรพร้อมกันอีกครั้ง

edit @ 5 Dec 2007 21:21:20 by 7 days ago

2007/Aug/23

ใครต่อใครก็ต้องมีปัญหาของแต่ละคน

ปัญหาของฉัน ที่ไม่ใช่ปัญหาของใคร
ฉันนอนไม่หลับ!!!
เดือนที่ผ่านมาฉันกลายเป็นใครคนหนึ่งที่มีหน้าที่ไม่ต่ำกว่าสิบห้าชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
บางวันยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม
.
เดือนต่อมาฉันกลายเป็นคนที่หลับตาฝันตอนตีสี่
เป็นความฝันที่หาสาระไม่ได้
บ้างก็ฝันร้าย บ้างก็ฝันดี
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝันร้าย?
จำได้คลับคลาเกี่ยวกับความรู้จาก ซิกมุนด์ ฟรอยด์*
แต่ฉันไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับจิตใต้สำนึกของตัวเอง
จิตใต้สำนึกคือความเลวร้าย?
.
นับหมื่นถ้อยคำจากวรรณกรรมของใครหลายคน
หวังจะใช้มันเป็นยากล่อมประสาท
แต่ไม่เคยง่วงอย่างแนวปฏิบัติที่เคยเรียนรู้
ฉันกลายเป็นแค่ใครคนหนึ่งที่ต้องนอนตีสี่ทุกวัน
เลข 4 จะเป็นเลขนำโชคอย่างที่ฉันมอบหมายอย่างนั้นหรือ?
.
ฉันต้องบังคับตัวเองให้ตื่นนอนตอน 8 โมงเช้า
เลข 8 ก็เป็นเลขนำโชค?
โชคร้าย หรือ โชคดี อย่างน้อยมันก็นำโชค!!
ภาวะจำยอม

.
ถ้าต้องเป็นใครคนหนึ่งที่เลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพลิเก
ฉันคงอาสารับบทผู้ร้ายในเนื้อเรื่องได้
ฉันเป็นผู้ร้ายในชีวิตประจำวันของตัวเอง
ทั้งยังอาจส่งผลต่อชีวิตของใครบางคนโดยไม่รู้ตัว
.
บางทีฉันอาจจะชินกับการนอนดึก
มันกลายเป็นวงจรชีวิตใหม่
อาหารเช้าตอนเที่ยง
อาหารเย็นตอนดึก
นาฬิกาชีวิตบอกว่าไม่ควรกินตอนดึก อาจจะเกี่ยวกับน้ำย่อย
แต่ฉันต้องการ "น้ำย่อยความทรงจำ" มากกว่า
.
มีอาการแทรกซ้อน นอกจากการนอนไม่หลับ
ฉันรู้สึกปวดชาบริเวณแผ่นหลังซีกซ้าย
การนั่งนานๆ คือความทรมาน
การนอนก็ไม่มีความแตกต่าง
ปวดแปลบ แล้วก็ชา ปวดแปลบแล้วก็ชา
ฉันหลับฝันได้ด้วยความเพลิดเพลินกับอาการปวดชานั้น
.
พรุ่งนี้จะเจอกับอนาคต
แต่ความฝันล้วนเป็นเรื่องในอดีต
ฉันไม่รู้สึกว่ามีตัวตนในปัจจุบัน
เพลียเกินจะกระตุ้นตัวเอง ...
...บางครั้งฉันจำต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ของตัวเอง
.
คืนนี้เป็นคืนที่ 2 ที่ฉันลองหาอะไรมาดื่มเพื่อกล่อมประสาทตัวเอง
จากความเชื่อประสบการณ์(แบบผิดๆ) ว่ามันจะทำให้ชา ลืมความเจ็บปวด
แต่บางทีมันก็แยกไม่ออกกับอาการเปรี้ยวปาก
นั่นจึงทำให้ไม่อาจลืมความเจ็บปวด
.
บางครั้งอาการเจ็บชาก็สะท้อนมาถึงหน้าอกข้างซ้าย
ง่ะ! ไร้สาระ
บางทีฉันอาจจะรู้สึกไปเอง
คนป่วยมักจะมีอาการหลอน

ความเจ็บปวดทางกายภาพ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทางมโนภาพ
.
.
พรุ่งนี้คงต้องเปลี่ยนไปดื่มน้ำประเภทอื่นดูบ้าง?
.
ฉันคิดว่าหาหนังสือธรรมะ มาอ่านดีกว่า
ธรรมะอาจจะชนะทุกสิ่ง????

edit @ 5 Dec 2007 21:21:44 by 7 days ago

2007/Aug/20

(2) กลิ่นใต้สำนึก

.

ไอ้หนุ่ม ร.ฟ.ท.

นอกนอกขบวนรถไฟมืดสมกับเป็นกลางคืน
ทิวทัศน์ข้างนอกมืดดำสลัวเหมือนมีใครแกล้งทำหมึกหกใส่ภาพวาดโมนาลิซา
ลมกระโชกเข้ามาจากทุกบานหน้าต่างที่เปิดออก จนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นรถไฟเปิดประทุน
ง่า มันเหมือนหนอนยักษ์ที่เต็มไปด้วยรูพรุนมากกว่า
แม้จะมีรูระบายรอบตัว แต่อากาศในตัวหนอนยังอุ่นเหมือนเตาอบ
ผมเห็นตัวเองนั่งนิ่งๆ เหมือนขนมปังไส้ลูกเกดก้อนหนึ่งที่รอเวลานับถอยหลัง
...น่าดีใจที่ไม่มีอะไรสร้างความรบกวนแก่เด็กชายสามขวบ ผู้ยังมั่นคงอยู่ในท่าอึ่งอ่างไชโย
.
ล่วงเลยเที่ยงคืนมาโขแล้ว แต่อุณหภูมิโลกยังย่ำอยู่ที่บ่ายสามโมง
โลกคงร้อนขึ้นจริงๆ ผมได้แต่หวังว่าอากาศจะเย็นลงช่วงตีสามถึงตีสี่
ตู้รถไฟชั้น 3 ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีมีความสะดวกสบายใดเลย
นอกเสียจากว่าคุณไม่ต้องเดินทางด้วยเท้า หรือนั่งเกวียนเท่านั้นเอง
.
รถไฟแล่นอย่างไม่รีบร้อน แวะพักหลบทางให้ขบวนอื่นสวนแซงตลอดทาง
ผู้โดยสารก็คงไม่รีบร้อน ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกนั่งขบวนนี้
ส่วนผมยังคิดคำว่ารีบร้อนไม่ออก ...ถึงก็ช่างไม่ถึงก็เรียกช่าง
ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน แต่ผมไม่รู้สึกกังวลตราบใดที่ยังมีหนังสือให้อ่าน
.
.
ร้านกาแฟที่เพิ่งปรากฎตัว


คืนไหนที่คุณนอนหลับ คืนนั้นจะผ่านไปรวดเร็ว
คืนไหนที่คุณไม่ได้หลับ คืนนั้นก็ยังจะผ่านไปรวดเร็วอยู่ดี

.
รถไฟคุณปู่กระแอมสองครั้งก่อนเข้าเทียบชานชาลา
ผมเหลือบมองนาฬิกาแขวนของสถานี แล้วก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ
แปดโมงเช้าตรงกัน!! ...แสดงว่าโลกยังหมุนปกติ
และการที่รถไฟถึงที่หมายช้ากว่ากำหนด 1 ชั่วโมงก็นับเป็นเรื่องปกติเหมือนกัน
.
ทันทีที่ก้าวออกจากตัวสถานี บรรดาสามล้อถีบกรูกันเข้ามาต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ
ผมยกมือปางห้ามญาติ และแจกจ่ายรอยยิ้มอย่างทั่วถึง
ก้าวแรกในเมืองที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
เสียงในความมืดบอกให้ผมมาที่นี่ แต่ไม่ได้บอกว่าผมต้องทำอย่างไรต่อ
.
ทุกจังหวัดต้องมีร้านอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อ
และแน่นอนว่าต้องตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางการคมนาคม
ร้านอาหารยุคเก่าๆ ก็ต้องอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมเก่าแก่อย่างสถานีรถไฟ
ข้างหน้าผมยี่สิบก้าว มีร้านอย่างว่าสองถึงสามร้าน ...เก่าอย่างที่คิด
.
...น่าเสียดายที่ไม่มีร้านกาแฟ
ผมเดินผ่านไปอีกสองบล็อค ก็สมประสงค์
"กาแฟโบราณ" บนรถซาเล้ง - เปรี้ยวปากเหมือนผู้หญิงได้กลิ่มมะม่วงดอง
ผมถือแก้วกาแฟเดินข้ามฟากมานั่งจิบบนเก้าอี้ตรงมุมถนน
กวาดสายตาทำความรู้จักเมือง...สงบดี พื้นสะอาด...เอ๊ะ!!
อะไรที่ทำให้ผมมองไม่เห็นร้านกาแฟร้านนั้น ผมเดินผ่านมาได้ยังไง??
.
.
เมืองที่ไม่มีแสตมป์

เวลากลางวัน 10 ชั่วโมง หมดไปกับการสำรวจเมือง
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ยังไม่ทันที่ความเบื่อหน่ายจะก่อตัว
เวลาช่างแสนสั้น ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันดี
เวลาสมควรแล้ว หากนานกว่านี้อาจจะมีบางอย่างในแววตา
.
17.58 น. / 15 สิงหาคม คือเวลากำหนดรถออกจากสถานี
เหลือเวลาให้นั่งถอนหายใจเล่นเกือบชั่วโมง
ผมรู้สึกเหมือนมีกลิ่นอะไรบางอย่างติดจมูก ถอนเท่าไรก็ไม่ยอมออก
สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ ชวนตัวเองไปเดินถอนหายใจเล่นแทน
.
มีร้านหนังสืออยู่ใกล้กับร้านกาแฟที่มองไม่เห็น
ผมหวังว่าจะได้โพสท์การ์ดสักใบ และแสตมป์สักดวง
เมืองที่ผมมาเยือนไม่มีแม้แต่โพสท์การ์ดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด
โพสท์การ์ดของอยุธยา กับ เชียงใหม่ก็ไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงสักเท่าไร
ผมคำนวณระยะความใกล้เป็นกิโลเมตร ระหว่างเชียงใหม่และอยุธยา จากที่ผมยืน
ผมหยิบอยุธยามา 1 ใบ เดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์
พร้อมข่าวดีว่า...ร้านนี้ไม่มีแสตมป์
ผมเดินหาแสตมป์ร้านแล้วร้านเล่า จนต้องเลิกล้มความตั้งใจ
เก็บโพสท์การ์ดลงเป้ ...ไว้ใช้งานตอนไปเที่ยวอยุธยาก็แล้วกัน!!
.
.
เดินทางตามกลิ่น

ผมมักเดินทางไปไหนมาไหนอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ
โดยมีเสียงแว่วในความมืดคอยสั่งการ ((((ได้เวลาแล้ว))))
บางทีผมไปโผล่ที่นั่น โดยไม่รู้ที่มา ...บางครั้งก็ไปโผล่ที่นู่น โดยไม่รู้ที่ไป
นั่นจึงจำต้องป้องกันตัวเองจากการต้องตกเป็นบุคคลสูญหายเข้าสักวัน
จึงต้องแจ้งข่าวให้ใครอย่างน้อยหนึ่งคนได้ทราบตำแหน่งและทิศทาง
ครั้นมีเหตุต้องตามหากันจริงๆ จะได้ไม่เป็นการรบกวนให้ลำบากกันมากนัก...
.
เมื่อหาแสตมป์ไม่ได้ ผมจึงกลับไปนั่งรอรถที่ชานชาลา
ผมนั่งนิ่งๆ ทำตัวเหมือนเก้าอี้ในชานชาลา จนป้าคนนึงเผลอจนเกือบมานั่งทับ
ปู๊นนนนนนนนนนนนน!!!!!
เสียงหวูดดังเตือนสติป้า รถไฟมาแล้ว...ได้เวลาอีกครั้ง
ผมเลิกทำตัวเป็นเก้าอี้ โยนเป้ขึ้นหลัง เดินตามตู้โดยสารที่พยายามหนีห่างตามแรงเฉื่อย
.
มือขวากำราวเหล็กแน่น ดึงน้ำหนักตัวขึ้นสู่บันไดทางเข้า
ทางเข้ายังแคบเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว ...เพียงร่างกายผมที่ใหญ่ขึ้น
แต่ผมรู้สึกว่าผ่านได้สะดวกกว่าขามา
กลิ่นอะไรบางอย่างก่อนหน้านี้ยังไม่ยอมห่างจากจมูก
.
.
หัวรถจักรปล่อยเสียงหวูดยาวไปจนถึงท้ายขบวน
รถไฟมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก คล้ายจะเร่งความเร็วให้ทันพระอาทิตย์ที่ตรงปลายฟ้า
กลิ่นอะไรบางอย่างเริ่มจางไปเมื่อรถเคลื่อนออกห่างเรื่อยๆ
ผมนั่งคนเดียวบนเก้าอี้ยาวริมหน้าต่าง ยังคงสวมชุดเดียวกับขามา
ของในกระเป๋ายังไม่มีการเคลื่อนย้าย ...เป็นการดีแล้วที่ผมต้องนั่งคนเดียว
ทุกอย่างเกือบจะเหมือนเดิม ผมยังเจอคนขายของบนรถไฟคนเดิม
ผมนั่งหันหลังให้ปลายทางเหมือนเดิม
และหันหน้ามองที่ที่จากมาเหมือนเดิม

.
.
03.00 น. / 16 สิงหาคม
พาหนะที่ยาวที่สุดในโลก พาผมกลับมายังเมืองหลวงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก
ผมรู้สึกง่วงที่สุดในโลก เหมือนคนที่ไม่ได้นอนหลับมา 2 คืน
หลังการเดินทางทุกครั้งมักจะมีคำถามถึงสิ่งที่ได้รับ
แล้วจะได้อะไรจากการนั่งรถไป แล้วก็นั่งกลับ
.
.
ผู้คนมากมายเดินทางอย่างมีเป้าหมาย
...และสำหรับผม...
...ผมเดินทางเพื่อให้ได้ไปสูดดมกลิ่นประหลาดนั่น เท่านั้นเอง

edit @ 5 Dec 2007 21:21:58 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 21:22:27 by 7 days ago