2008/Aug/18

ในช่วงที่นาฬิกาย่ำเท้าก้าวสู่ห้องแห่งความมืด
ในช่วงเวลาที่มนุษย์ปกตินอนหลับใหล หนุ่มสาววัยระเริงโผบินกลับรังนอน
ในช่วงเวลานี้เรียกได้ว่า
"ดึกสงัด"
เสรีชนผู้หนึ่ง เดินบ่ายหน้าออกจากที่ซุกหัวนอน...
.
.
ถ้าไม่เพียงเพราะคืนนี้มีรากฏการณ์บางอย่าง
เขาคงซุกตัวใต้ผ้าห่ม และฝันซ้ำๆ ซากๆ เช่นทุกคืน
มิอาจมีราตรีใดที่เชิญชวนให้เขายอมพรากจากเคหะสถาน
เว้นเพียงรัตติกาลนี้...
.
เขาเดินโซซัดโซเซไปตามฟุตบาท ท่าร่างคล้ายผีดิบที่ไม่เคยดูดเลือด
สภาพนั้นเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหนึ่งศตวรรษ
ถูกต้องแล้ว อดนอนอย่างแน่แท้ ...หลายคืนติดต่อกัน
แต่คงไม่มีใครจับผิดหากจะเพิ่มสถิติอีก 1 คืน
.
ปรากฏการณ์หนึ่ง ชักพาเขามาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
เปรียบเช่นสายน้ำ ที่ได้รับอิทธิพลจากดาวดวงนั้น
แต่เปล่าเลย...เขากลับเป็นเพียงหินแค่ก้อนหนึ่ง
วัตถุเล็กๆ ที่ตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของดาวที่ใหญ่กว่า
.
.
.
ไหล่ข้างซ้ายสะพายกระเป๋ากล้อง มือขวากำแน่นขาตั้ง
สายตาจับจ้องวัตถุเรืองแสงบนท้องฟ้า ราวกับว่าเป็นไฟฉายนำทาง
ผมมาหยุดยืนอยู่ตรงพื้นที่ที่คิดว่าเหมาะที่สุดสำหรับคืนนี้
1.45 เวลาดิจิทัลบนข้อมือบอกเวลานัดหมาย...
.
...ร่วมชั่วโมงเลยผ่าน พระจันทร์ยังคงยิ้มแย้ม ไร้ทุกข์โศก
ผมคงจะจำวันผิด แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว จึงบันทึกภาพตึกรามเป็นการถอนทุน
ในวินาทีลั่นชัตเตอร์ พลันใจวูบหวิว เหมือนโดนมีดแกะสลักเฉือนให้เว้าแหว่ง
ปรากฎเงามืดด้านซ้ายของดาวเรืองแสง
ที่ลอยอยู่เหนือหลังคาตึก
.
ผมหยิบเลนส์เทเลมาเปลี่ยนเพื่อต่อความยาวของสายตา
"เงาราหู" เหมือนผ้าห่มสีดำผืนใหญ่ที่ค่อยๆ ห่อหุ้มดวงจันทร์ทีละนิด ทีละนิด
ผมไม่มีอะไรอย่างอื่นต้องทำ นอกจากจับจ้องอยู่กับเหตุการณ์บนนั้น
กาลเวลาสูญสิ้น ระยะทางถูกตัดทอน...ระหว่างผมและดวงจันทร์
.
อากาศไม่ไหวติง นานครั้งสายลมจะพัดมาสักวูบหนึ่ง
ทุกครั้งที่วูบมา เหมือนหอบหิ้วเอาจิตวิญญาณแห่งความเหงามาทับถมไว้ตรงนี้
แสงสว่างของดวงดาวเลือนหายไปทีละนิด ผมกลับโดนความเหงาทับถมเป็นทวีคูณ
ดวงจันทร์ถูกบดบังความสวยงาม  ผมกลายเป็นธนาคารแห่งความเหงา
...ใครจะรู้สึกแย่ไปกว่ากัน?
.
.


...ย่ำรุ่งของเช้าวันใหม่
ร่างของเสรีชนผู้นั้นลอยล่องมาตามแรงคลื่นโดยที่ไม่รู้สึกตัว
เคราะห์ยังดีที่เขาเกยฝั่งโดยไม่สูญเสียอวัยวะส่วนใดไป
เขายังไม่รู้สึกตัว และคงจดจำอะไรได้ไม่มากนัก

.
ทว่าใต้จิตสำนึกกลับบันทึกความรู้สึกในห้วงมหาสมุทรแห่งความเหงาไว้อย่างดี.

2008/Aug/12

...ผ่านครึ่งวันมาแล้วร่วม 3 ชั่วโมง
ระยะทางที่เหลือก่อนถึงที่หมาย เป็นเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา
ระยะทางจากแม่สอดไปอุ้มผาง 160 กม. กินเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง
ในฤดูฝน เกือบทุกตารางนิ้วของจังหวัดตาก เป็นพื้นที่ฝนตก...
.

.
หากเปรียบกับชีวิตของคน เมื่อยามสุขล้นจนใจมันยั้งไม่อยู่
ก็คงเปรียบได้กับฤดู คงเป็นฤดูที่แสนสดใส
.

.
การเดินทางครั้งนี้ ไม่มีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ
จะว่าไป  เดินทางครั้งไหนๆ ก็ไม่เคยพร้อม ...จำเป็นต้องพร้อมด้วยหรือ?
คนเราอยู่รอดด้วยสัญชาตญาณ ลองสนุกกับมันบ้าง
.

.
ถนนลอยฟ้า 160 กม. แม่สอด-อุ้มผาง มีหมอกหนา ยานพาหนะเคลื่อนตัวช้า
ฝนหนักบ้าง เบาบ้าง เป็นช่วงๆ ซ้ายก็เหว ขวาก็เหว
ศพต้นไม้ล้มพาดขวางทางเป็นระยะ รถราเลื้อยหลบ
ดินถล่ม สลับศพต้นไม้ ไม่มีผู้โชคร้ายจากเรื่องราวเหล่านั้น
.

 

.
อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ

.

.
ฝ่าสายฝน ยังไม่เห็นฟ้าสว่าง เวลา 3 ทุ่มครึ่ง เรามาถึง อ.อุ้มผาง
อุ้มผาง อำเภอเล็กๆ ได้หลับใหลไปพร้อมสายฝนแห่งราตรีกาล
เผยอเปลือกตาเล็กน้อย รับรู้การมาเยือนของนักเดินทาง
แล้วก็ผล็อยหลับต่อ หลังจากวิเคราะห์หยาบๆ ดูแล้วว่ามิใช่กลุ่มคนที่สลักสำคัญอะไร
.

.
สายฝนรับอรุณ อาหารเช้าแบบฝรั่ง ...ขอกาแฟเพิ่มอีกแก้ว
สัมภาระสำหรับ 1 คืนในป่า ทุกอย่างพร้อมเปียกน้ำ หากไม่พร้อมก็ใส่ถุงป้องกัน
เส้นทางข้างหน้า คือลำน้ำแม่กลอง ต่อด้วยทางลัดจากป่าสู่ถนนเกรดต่ำสุด
ล่องเรือยางครึ่งวัน และเดินอีกครึ่งวัน ...สายฝนโปรยปรายทั้งวัน
.

 

.
อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย...
.

.
“ทีลอซู” คือชื่อเรียกน้ำตกดำ หรือน้ำตกใหญ่ ในภาษากะเหรี่ยง
ผมเคยจดจำความสวยงามจากภาพถ่าย แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามันต่างจากนั้น
ทีลอซูในอีกหนึ่งบุคลิก ในอารมณ์ที่คงไม่อยากให้ใครเห็น
น้ำตกสีขุ่นซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก ละอองน้ำ และสายฝน…
.
ลมกรรโชกแรง ละอองน้ำสีขาวพวยพุ่ง ฝนทิ้งตัวลงไปรวมกับสายน้ำเชี่ยวกราก
ทุกคนยืนมองการแสดงในโรงละครหลังใหญ่ ...นี่เป็นการมาเยือนครั้งแรก
ไม่มีใครหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ สภาวการณ์ไม่เอื้ออำนวย
ใครสองสามคนพยายามบันทึกภาพน้ำตก แต่ท้ายที่สุดต้องล่าถอย

.


.
น้ำตกดำไม่อยากให้ใครเห็นเขาในสภาพนี้
ผู้มาเยือนบันทึกภาพเท่าที่ทำได้ ก่อนจะเสี่ยงต่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมอุปกรณ์
แทบจะเอ่ยสวัสดี และคำร่ำลา ในเวลาเดียวกัน
ทีลอซู ให้การต้อนรับเราอย่างดีที่สุดแล้ว
.

.
น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ

.

คงได้พบกันใหม่

.

ปล. ชมภาพการเดินทางที่ครบถ้วนได้จาก http://7daysago.multiply.com/photos/album/18

2008/Jul/21

ผมเคยแอบให้คำนิยามตัวเองในบางอารมณ์ไว้ว่าเป็นคนสันโดษ

.

ความสันโดษของผมคือการอยู่เงียบๆ คนเดียว ทำนู่น ทำนี่ ตามประสา หรือแม้แต่การไม่ทำอะไรเลย

การได้นั่งใช้ความคิดเงียบๆ คือความสุขใจเป็นที่สุด แม้ความคิดเหล่านั้นจะไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไรมากนัก

ความคิดจำนวนไม่น้อย เป็นความคิดที่ยากจะหยิบมาเป็นสาระ

อย่างเช่นว่าม้าน้ำตัวผู้จะคิดอย่างไร กับการเกิดมาเพื่ออุ้มท้องแทนตัวเมีย แล้วเขาจะรู้หรือเปล่าว่าสัตว์ชนิดอื่นล้วนเป็นตัวเมียที่ตั้งท้อง

และอย่างเช่นว่าหากทุกสรรพสิ่งในโลกมีสีผิดเพี้ยน กลับตาลปัตรเป็นสีตรงข้ามกับความเป็นจริงทั้งหมด สายตามนุษย์จะยอมรับสิ่งนั้นได้หรือไม่

ท้องฟ้าเป็นสีส้ม

ใบไม้เป็นสีแดง

ทะเลเป็นสีส้มอมเหลือง

ฯลฯ

และหากใครตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก โลกทั้งใบก็จะกลายเป็นสีเขียวอ่อน

...จะแฮปปี้เท่าสีชมพูหรือเปล่านะ?

...บางทีผมอาจจะลองประดิษฐ์แว่นตาที่ทำให้เห็นสีตรงข้ามดูสักอัน เผลอๆ อาจได้รับรางวัลโนเบรน (ไร้สมอง)

.

.

สันโดษ ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ (รวมผมด้วย) คือ การอยู่โดดเดี่ยว ตามลำพัง รักสงบ ห่างไกลความวุ่นวาย

สันโดษ ในทางพุทธศาสนากลับหมายความถึง ความยินดี พอเพียง และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

สันโดษ ทั้ง 2 คำ แม้จะมีนัยความหมายแตกต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วสองคำนี้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

.

คนที่รักสงบ และแยกตัวออกห่างจากสังคม มักเป็นผู้ที่ยินดีในความพอเพียง พอดีของตน ไม่อยากมีอยากได้อะไรที่นอกเหนือความจำเป็น และเกินกำลังความสามารถของตน ...คนพวกนี้จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขของชีวิต

พวกสันโดษจึงชอบแยกตัวออกมาจากวงจรแห่งการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ความอิจฉาริษยา อบายมุข และสิ่งยั่วยวน

อุปสรรคที่ทำให้คนไม่สันโดษ ได้แก่  อำนาจ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ กามคุณ5 อาหาร

ใครก็ตามที่ยังตกอยู่ในวังวนของเหตุปัจจัยดังกล่าว จึงยากจะหลีกเลี่ยง หรือหักห้ามใจให้หนีห่างออกจากสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ในสิ่งซึ่งคนมักเข้าใจว่า นี่แหละคือความสุขของชีวิต

.

ผมเคยอ่านเรื่องเล่าจากที่ไหนสักที่ (ซึ่งยากที่คนขี้ลืมอย่างผมจะจำได้)

เป็นเรื่องของเศรษฐี กับชาวนา

มหาเศรษฐีคนหนึ่ง อพยพตัวเองออกจากโลกธุรกิจ ไปใช้ชีวิตอยู่ในท้องทุ่งนา

อาศัยกระท่อมเล็กๆ เลี้ยงหมู หมา วัว ควาย (ช้างกับม้าคงไม่ต้อง เพราะออกจะดูเป็นการใหญ่เกินไป) ทำไร่ทำสวน ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ตามประสาของคนที่ประสบความสำเร็จชีวิต และอยากพักผ่อน อยู่กับธรรมชาติในช่วงบั้นปลาย

วันหนึ่งเศรษฐีได้รับคำถามจากชาวนาที่อาศัยอยู่ข้างบ้าน

"ทำไมอภิมหาโคตรเศรษฐีอย่างท่าน ถึงยอมละทิ้งความหรูหรามาใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และห่างไกลความสะดวกสบายอย่างนี้?"

เศรษฐีใช้เวลาจัดเรียงคำตอบในสมองประมาณ 2 วินาที แล้วตอบกับชาวนาว่า

"ผมเบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมือง ผมมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่ชีวิตกลับไม่มีความสุขเลย ผมลำบากทำงานมาทั้งชีวิต เพื่อวันหนึ่งผมจะเอาเงินสักก้อนมาซื้อที่ดินในชนบท และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สไตล์ชาวนาชาวสวน และวันนี้ผมได้รับในสิ่งนั้นแล้ว"

ความสุขที่โคตรเศรษฐีเพรียกหามาทั้งชีวิต กลับเป็นวิถีเดียวกับที่ชาวนาดำเนินมาตลอดทั้งชีวิต

อ่านเรื่องนี้แล้ว หากใครจะมีข้อคิดเห็นแตกต่างกันไปอย่างไร ก็เป็นเหตุผลของแต่ละคน ซึ่งชาวนาและเศรษฐีก็มีเหตุผลของตัวเองเช่นกัน

.

.

สังคมทุนนิยมไม่ได้เลวร้ายมากมายอะไรนัก แต่กลับเป็นความอ่อนแอในจิตใจของผู้คนที่ไม่เคยหลุดจากการถูกครอบงำต่างหาก

คนในสังคมเมืองถูกจับลงไปวางในลู่วิ่ง แล้วเผลอออกวิ่งหลังได้ยินเสียงปืน พวกเขา (รวมทั้งผม) ต่างแข่งขันกันโดยไม่รู้ตัว บางทีก็ไม่เห็นเส้นชัย

...ได้แต่วิ่งกันไปอย่างนั้น แล้วต่างก็เหนื่อยกันไปอย่างนั้น

...มีเพียง 3 คน จากทั้งหมด 8 ลู่วิ่งที่จะได้ขึ้นแท่นรับรางวัล ส่วนอีก 5 คน กลับบ้านมือเปล่า ได้รับคำปลอบใจ พร้อมหยาดเหงื่อ และคราบน้ำตาเต็มกระเป๋า

.

ความสันโดษ จะไม่ถูกจับลงลู่วิ่ง

แต่คนสันโดษก็เป็นนักวิ่งเหมือนกัน เพียงแต่เขาวิ่งในสนามของตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขของตัวเองเป็นหลัก ไม่มีเงื่อนไขเวลา ไม่มีแรงกดดัน

...เช่นม้าป่าที่โลดแล่นอย่างอิสระในทุ่งหญ้าไพศาล ไม่ยอมให้ใครใส่บังเหียนง่ายๆ ผมไม่เข้าใจชีวิตม้ามากนัก แต่หากได้ลองเป็นม้าป่า ผมคงจะวิ่งอย่างนั้นไปทั้งชีวิต กินหญ้ากินน้ำ แล้วก็วิ่งไปรอบโลก

แต่การเดินทางรอบโลก จำเป็นต้องมีเรือ ม้าป่าสร้างเรือเองไม่ได้ การวิ่งรอบโลกจึงเป็นความคิดที่ล้มเหลว เอาแค่สักหนึ่งทวีปก็ไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้ทั่ว

...นี่ขนาดเป็นม้าป่ารักอิสระยังมาคิดปวดหัวกับพื้นที่การวิ่งอีกจนได้

.

.

ผมน่าจะลองใช้เวลาคิดค้นเกือกม้าวิเศษ ที่พอสัมผัสพื้นน้ำปุ๊บ น้ำก็จะแปรสภาพเป็นน้ำแข็งในทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของม้าป่าที่อยากจะวิ่งรอบโลก

...งืม ไม่เลว ไม่เลว

...เผลอๆ  ผลงานชิ้นนี้อาจจะส่งให้ผมขึ้นไปรับรางวัล "โนเบรน" อีกหนึ่งสาขาก็เป็นได้

.

.

.

ขอบคุณหนังสือธรรมะ ขนาดเท่าฝ่ามือ

"สันโดษ...เคล็ดลับของความสุข" โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

2008/Jun/13

ช่วงต้นปี ถึงกลางปี ในรอบ 2-3 ปีมานี้ เป็นช่วงที่ชีวิตของผมค่อนข้างยุ่งเหยิง
อาการกุมขมับ ก่ายหน้าผาก หรือถอนหายใจ ถูกเรียกใช้แทบทุกวัน
แต่ในปีนี้อาการชักยืดเยื้อยาวนานมากเป็นพิเศษ คงเพราะสภาพอากาศแปรปรวน
ถ้าเป็นแผ่นดินไหว ก็คล้ายกับการเกิด
อาฟเตอร์ ช็อค ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
.
ด้วยความที่เป็นคนรู้ตัวเองว่าไม่ได้ฝังเสาเข็มตัวเองไว้ลึกเท่าที่ควร
แผ่นดินไหว หรือพายุลูกเล็กๆ ก็ทำให้สั่นคลอน หรือโงนเงนได้
เคราะห์ยังดีที่ผมได้เรียนรู้วิธีการล้มอย่างนิ่มนวล และลุกขึ้นอย่างใจเย็น
ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาล้มลุก
แต่การเป็นตุกตาล้มลุกอยู่ร่ำไปก็ไม่ใช่เรื่องดี

.
.
.
เอนทรี่ที่แล้วพูดถึงการเดินทางด้วยรถไฟที่ผมชื่นชอบ
ด้วยบุคลิกที่ ช้า มีจังหวะ และพาไปถึงที่หมาย
ความเร็วเต็มที่ของมัน 90 กม. ต่อ 1 ชั่วโมง
พาผมย้อนไปสู่อดีต...
.
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอสไตน์ ได้ผลลัพธ์เป็นระเบิดล้างโลก
นอกจากนั้นยังจุดประเด็นเรื่องเครื่องย้อนเวลา หรือ ไทม์แมชชีน
เขาบอกว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง จะสามารถย้อนเวลาได้
ทว่า การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วรถไฟกลับพาผมย้อนอดีตไปได้เหมือนกัน
.
.
ตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขนาบข้างด้วย "แม่น้ำตาปี" ที่ไหลอย่างไม่รีบเร่ง
หมู่บ้านเล็กๆ ที่นี่ ยังคงความเล็กของตัวเองอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ความอบอุ่น และความเงียบสงบก็ยังคงอยู่ เช่นเดียวกับสายน้ำ
.
ตลอด 20 กว่าปี ผมมาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้แทบทุกปี
นั่นเพราะสายสัมพันธ์ และความทรงจำในวัยเด็กอยู่ที่นี่
ทุกครั้งที่มาเยือน ผมสุขใจกับการได้โหยหาอดีตของตัวเอง
สภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานั้น จะถูกสร้างทับด้วยข้อมูลในวัยเด็กที่ผมมีต่อที่แห่งนี้
.
.
บ้านพักครูหลังนั้นกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว
เช่นเดียวกับซากอาคารโรงเรียนที่ถูกทิ้งร้าง
โรงเรียนริมแม่น้ำถูกโยกย้ายไปสร้างใหม่บนที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง
บทเรียนความเสียหายจากพายุเกย์ในปี 2531 ยังคงเป็นที่จดจำของทุกคน
.
บ้านพักครูหลังนั้นเป็นสถานที่ที่ผมลืมตามาดูโลก
ตอนเด็กๆ ยังอดน้อยใจไม่ได้ที่ตัวเองไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาลเหมือนพี่น้องคนอื่น
ด้วยเหตุที่เป็นเวลาดึกสงัด และหมู่บ้านถูกถล่มด้วยพายุฝน
หมอตำแยท่านหนึ่งจึงกรุณาลุกจากที่นอนเพื่อมาช่วยทำคลอดให้แม่
เคราะห์ดีที่ฝนช่วยให้การทำคลอดราบรื่น ป้องกันผีกระสือที่ออกหากิน "รกเด็ก" ได้อย่างดี
.
.
ทุกวันนี้ ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าช่างโชคดีที่ได้ไปเยี่ยม "บ้านเกิด" ทุกปี
"บ้านเกิด" ก็คือ บ้านเกิดจริงๆ และหวังว่าเขาจะยังคงอยู่ให้ผมกลับไปขอบคุณเขาทุกๆ ปี
กลับไปขอบคุณซากอาคารเรียน ที่เป็นสนามซ้อมเรียน ป.1 ของผม
ที่ทำให้ผมจำแบบฝึกหัดได้ทุกวิชา จนสอบได้ที่ 1 ในการขึ้นเรียน ป.1 จริงๆ
ขอบคุณสายน้ำ ที่สอนให้คนอย่างผมเรียนรู้สัจธรรมของชีวิต
ขอบคุณสายฝน ที่ช่วยดับอารมณ์ร้อนได้อย่างรวดเร็ว
.
.
ขอบคุณอดีต และปัจจุบัน
หวังว่าสักวันหนึ่งผมจะได้กลับมาใช้ชีวิตที่นี่
และปล่อยลมหายใจสุดท้าย ณ ที่แห่งเดียวกับที่ได้สูดลมหายใจครั้งแรก

.

.

โรงอาหารเก่า

.

ท่าน้ำที่เคยโดดเล่น

.

ซากอาคารเรียน ป.1

.

บ้านพักครู "บ้านเกิด"

2008/May/30

เสียงรถไฟ ปักษ์ใต้มันดังถึงก็ชั่ง
ถึงก็ชั่ง ไม่ถึงก็ชั่ง
.
.
จำความได้
เดินทางไกลครั้งแรกด้วยรถไฟ
ตื่นเต้นทุกครั้งที่หนอนยักษ์ลอดอุโมงค์
ถึงช่วงใกล้อุโมงค์ห้ามหลับ
ขอบคุณอุโมงค์ที่ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อนัก
.
ระบบขนส่งทุกวันนี้มีให้เลือกหลากหลาย
ความสะดวกสบายพร้อมบริการทุกระดับ
ผมยังชอบนั่งรถไฟอยู่ดี (ถ้าไม่รีบมากนัก)
โดยสารรถไฟ ใครๆ ก็บอกเหนื่อย ..ผมว่านี่ผ่อนคลายเต็มที่
.
.
ครั้งหนึ่งอาศัยม้านั่งบนรถไฟเป็นเตียงนอน
ไป แล้วก็กลับ 2 คืนในโบกี้
สิ่งมีชีวิตที่อยู่นิ่งๆ ในห้องนอนที่เคลื่อนที่
เคยคิดเหมือนกันว่า สงสัย "กูบ้า"
.
.

โลกหมุนเร็ว

ชีวิตดำเนินเร็ว

สิ่งรอบข้าง ล้วนเคลื่อนไหวรวดเร็ว

บางครั้งผมก็ไม่ใช่คนที่ทำอะไรรวดเร็ว

ผมจึงชอบรถไฟ...เพราะมันช้า

.

.
อยากรู้ไหม อะไรรถไฟ?
.
.
น้ำ!!! - -"

 

 

(คลิกตรงนี้ จะได้ดูภาพประกอบไปด้วย http://7daysago.multiply.com/photos/album/14 )

 

เพลงประกอบก็มีให้ฟัง

 

 

edit @ 30 May 2008 21:01:34 by 7 days ago

2008/May/09

...ผมทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาว
ผู้คนเป็นร้อยพันเดินผ่านผมไปโดยไม่มีใครคิดสนใจ
ในบริเวณที่ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนที่กันขวักไขว่
ผมเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่หยุดอยู่กับที่
เข็มนาฬิกาหมุนวน รอบแล้ว รอบเล่า...

.
.
ผมไม่เคยชอบที่จะอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน
แต่ตอนนี้ไม่มีแรงที่จะก้าวขา
เป็นอีกวันที่ผมไปไม่ถึงในที่ที่ตั้งใจจะไป
เหมือนเรือที่ฝืนจะออกจากท่า ทั้งที่รู้ตัวว่ามีน้ำมันแค่ติดก้นถัง
.
ไม่มีไต้ก๋งเรือคนไหนที่ทำหน้าที่ได้บกพร่องขนาดนี้
และผมคงเป็นไต้ก๋งเรือคนนั้นที่ไม่ได้ต้องการจะออกหาปลา
ไม่สนใจแม้แต่จะเหลียวตามองฝูงปลาทูที่เต้นระบำยั่วยุข้างกราบเรือ
ไม่สนใจแม้แต่คลื่นยักษ์ หรือปีศาจร้ายกลางทะเล
...ไต้ก๋งเรือนอนราบแหงนหน้ามองฟ้า
...หยดน้ำตาไหลออกทางหางตาเพื่อให้เขาได้มองดาวโดยไม่พร่ามัว
.
.
ผมออกมาตามหาใครคนหนึ่ง
โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหน
ไม่รู้ว่าจะเจอกับใครคนนั้นในบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างนี้หรือไม่
เป็นครั้งแรกที่ผมตั้งใจจะอยู่ในสถานที่แออัด
...ภาวนาว่าหนึ่งในนั้นอาจจะมีคนที่ผมกำลังตามหา
.
ผมออกมาตามหาใครคนหนึ่ง
ไม่ได้เป็นการตามหาเพื่อเรียกร้องให้คืนวันเก่าๆ หวนคืนมา
ผมเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ดีเสมอ
และก็รู้ว่าสิ่งที่สามารถหวนกลับมาที่เดิมมีเพียงสายลมเท่านั้น
ผมพยายามเข้าใจแม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนเกินที่จะตั้งตัว
...พยายามเข้าใจ ทั้งที่มีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหัว
.
ผู้คนเริ่มบางตา แต่ก็ไม่ขาดสายแม้เวลาจะเลย 4 ทุ่มไปแล้ว
พ๊อคเก็ตบุ๊คถูกเปิดผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า
"ไม่ไกลกันเกินปาย" เป็นชื่อหนังสือที่ผมซื้อมาเพื่ออ่านฆ่าเวลา
ในตอนนี้ถ้าหนังสือชื่อ "ไกลกันเกินปาย" คงเป็นชื่อที่เหมาะกว่า
ไกลแค่ไหน ข่าวร้ายก็เดินทางได้เร็วเสมอ
...วันที่กลับจากปาย เป็นวันที่ผมได้รู้ว่าไม่มีเธออยู่ตรงนี้แล้ว
.
.
ความวุ่นวาย และเสียงเซ็งแซ่เริ่มจางหาย ผมมองเห็นแต่ภาพเบลอๆ
แสงไฟสลัวเกินไป หรือเพราะมีหมอกควันทำให้มองไม่ชัด
รู้ตัวเมื่อมีหยดน้ำ แหมะลงบนหน้ากระดาษ
เมฆฝนในดวงตาก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนไหน?
.
ผมปิดหนังสือลง ใช้มือขวาคลำตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย
ของฝากในถุงกระดาษใบเล็กยังคงอยู่ดี
แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีโอกาสไปถึงมือผู้รับเสียแล้ว
แนบมือไว้นานจนรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจ ...นึกว่าหัวใจมันหายไปแล้วเสียอีก
ผมลุกขึ้นจากม้านั่งด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายของวัน
เธอคงไม่ผ่านมาทางนี้ หรือบางทีเธออาจจะผ่านไปแล้ว ก่อนที่ผมจะมาถึง

.
.
...ความเชื่องช้าของผมได้รับการลงโทษแล้ว

edit @ 11 May 2008 17:08:41 by 7 days ago

2008/May/07

ฝนเริ่มซาลง

แต่ไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ฟ้าจะยังใสอยู่หรือเปล่า

ม่านน้ำตาเริ่มเหือดแห้ง

...โลกถูกเช็ดคราบฝุ่นเขรอะออกเสียบ้าง

.

ในแต่ละฤดูกาล มักจะมีฤดูฝนแทรกอยู่

นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำตัวให้ชินที่จะรับมือกับมัน

แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครควบคุมฝน ฟ้า อากาศได้

...ใครจะรู้ว่าเมื่อไรที่พายุจะมาอีกครั้ง

.

.

ช่วงเดียวกันนี้ 2 ปีที่แล้ว

เมฆฝนได้พัดพาหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งจากไป

ผมบรรจุความเศร้า 2 กระเป๋าใบใหญ๋ ก่อนเดินทางไปเกาะช้าง

เครื่องดื่มตระกูลแอลกอฮอล์ทั้งหลายทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่มีที่ติตลอด 2 คืน

ร่มชายหาดถูกทำความสะอาดด้วยสายฝน

รอยเท้าบนผืนทรายถูกลบออกทุกครั้งที่คลื่นเกยฝั่ง

ส่วนตัวผมกลับต้องพึ่งตัวเองในการเยียวยาให้แผลใจลบเลือน

.

.

2 ปีต่อมา

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยไม่ต้องไปโยงถึงทฤษฎีสมคบคิด

พายุฤดูร้อนพัดพาหัวใจของผู้หญิงอีกหนึ่งคนจากไป

ผมจำได้ว่าเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ...คงเป็นหนังรีเมค

ผมยังคงเชื่องช้าเกินไปที่จะคว้าหัวใจดวงนั้นไว้ได้ทันก่อนที่มันจากลอยไปไกล

ผมหอบ "ความคิดถึง" กองใหญ่กลับมาจากปาย

แต่ "ความคิดถึง" เหล่านั้นกลับแปรสภาพเป็น "กองเศร้า" ที่ถล่มทับผมจนแน่นิ่ง

แต่อย่างน้อยเธอก็ได้รับรู้มัน...จากคำลงท้ายในโปสการ์ดใบนั้น

.

.

สายฝนชะล้างคราบฝุ่นบนใบไม้

น้ำตาชะล้างฝุ่นผงในดวงตา

ผมยังต้องพึ่งตัวเองในการชะล้างตะกอนในใจ

การใช้หัวใจก้าวเดินมักจะสะดุด เมื่อเจอปัญหากระทบกระเทือน

ในตอนนี้จึงควรนอนนิ่งๆ มองใบไม้ที่ไร้สีสันมันไหวติงตามแรงลม

เมื่อไรที่หัวใจสะเด็ดน้ำ มันจะทำหน้าที่พาผมก้าวเดินอีกครั้ง

.

.

ฝนขาดเม็ดแล้ว

วันนี้ท้องฟ้าดูสะอาดสะอ้าน

ฝุ่นฝ้าในดวงตาเริ่มเลือนหาย

...หัวใจถูกเช็ดคราบฝุ่นเขรอะออกเสียบ้าง

2008/Apr/21

ก่อนกลับจากปาย

ผมได้ส่งเพื่อนๆ ทั้ง 20 ใบ ลงในชานชาลาสีแดง

ชานชาลาที่ 58130 ...วันรุ่งขึ้นจะมีคนมารับพวกเขาไป

วันรุ่งขึ้น ตัวผมเองก็จะเดินทางกลับเช่นกัน

...ใครจะไปถึงก่อนกัน

.

แน่นอน!!

ผมถึงก่อนอยู่แล้ว 555

ผมออกจากปายด้วยรถเมล์สีแดง

รถมาจากแม่ฮ่องสอน ถึงปายตอนบ่ายโมง และออกปาย บ่ายโมงครึ่ง

ร้อยกว่ากิโลบนหุบเขาช่างยาวนาน ..ผู้โดยสารยัดทะนาน

นั่นหมายความว่ามีเพียงเนื้อที่ตรงประตูทางขึ้นให้คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้าง

.

ร่วม 4 ชั่วโมงบนเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด

รถเมล์ลงสู่พื้นราบ ใกล้เชียงใหม่มีผู้โดยสารลงบ้าง

มีที่ว่างให้ได้หย่อนตูดแข็งๆ และในเวลานี้ที่เราได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดบนหัวเข่า

ปวดเข่าขวามากกว่า จากการทิ้งน้ำหนักไม่สมดุล

นี่ก็เป็นอีกข้อยืนยันว่าความยุติธรรมไม่มีในโลก ...แม้แต่ตัวของเราเอง

(ฉะนั้น โปรดอย่าเรียกร้องหาความยุติธรรม)

.

มาถึงเชียงใหม่เมื่อสายไป เวลานั้นไม่ทันรถไฟแน่นอน

อยากนั่งรถไฟสายเหนือเพราะยังไม่เคย

รถทัวร์ก็ยังดีกว่าไม่มีรถกลับ จิ้มเลือกไป 1 ที่ ริมหน้าต่างด้านซ้าย

ตายล่ะวา!! ตรงนั้นมันติดบันได จะยืดแข้งขาไม่ได้ มันมีที่กั้น

ผมบอกเข่าขวาให้ทำใจ และอดทนอีก 1 คืน  เราจะไปด้วยกันจนถึงกรุงเทพฯ

...น้ำตาคลอเบ้า เข่าลูกพ่อ

.

.

วันนี้ได้ข่าวว่าเพื่อนทั้ง 20 ใบ เดินทางถึงที่หมายบ้างแล้ว

หวังว่าคงได้รับกันครบทุกคน หลังจากการ์ดปีใหม่มีบางคนไม่ได้รับ

คราวนี้ถ้าใครคนนั้นไม่ได้รับอีก ขอแนะนำให้ย้ายบ้าน

เนื่องจากบ้านคุณอาจจะหายากเกินความสามารถของไปรษณีย์หนุ่ม

เดชะบุญเมื่อได้ข่าวว่าโปสการ์ดถึงมือหล่อนแล้ว ..ยินดีด้วย

.

.

มีเรื่องรบกวนเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ได้รับโปสการ์ดจาก 7 days ago

เนื่องจากผู้ส่งมีความตั้งใจจะคัดลอกเอาข้อความหลังโปสการ์ดทุกใบมาเก็บไว้

แต่ด้วยความเร่งรีบ บวกกับความขี้ลืม (มั่กๆ) ทำให้พลาดขั้นตอนนั้นไป

ดังนั้นจึงใคร่ขอวอนสหายที่มีโปสการ์ดในมือ แล้วได้อ่านเอนทรี่นี้

กรุณาคัดลอกข้อความหลังโปสการ์ด แล้วส่งกลับมายังผู้ส่งอย่างน้อย 1 ก๊อปปี้

หากผู้ใดไม่ทำตามขอให้ (อ๊ะ ลืมไป นึกว่าเขียนจดหมายลูกโซ่อยู่)

หากผู้ใดไม่ทำตาม ขอให้ทำตามด้วยนะครับ ขอร้อง อ่ะไหว้ก็ยอม พลีสๆๆ

.

ส่งมาทาง ems ในเอ๊กทีน หรือทาง email ก็ได้นะครับ

จักเป็นพระคุณอย่างสูงลิบลิ่ว

.

.

ดูภาพชุด "ปาย หน้าร้อน" ได้ต่ามลิ้งค์นี้เลยครับ

ชุด1 http://7daysago.multiply.com/photos/album/10

ชุด2 http://7daysago.multiply.com/photos/album/11

edit @ 22 Apr 2008 18:26:56 by 7 days ago

2008/Apr/16

การใช้ชีวิต 10 วันในปายเดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล้ว

ผมนั่งมองพระอาทิตย์โหม่งภูเขาเป็นรอบที่ 10

มันยังคงใช้มุขเดิม และท่าเดิมๆ ของมันเช่นเดียวกับ  9 วันที่ผ่านมา

ไม่มีหลังกาหลัง 17 รอบครึ่ง หรือใส่เกลียวควงสว่านแต่อย่างใด

ถ้าเป็นนักกระโดดน้ำ ถือว่าฝีมือไม่พัฒนาแต่ถึง

แม้มันจะไม่ยอมพัฒนาท่าทาง อย่างไรก็ยังคงคว้าเหรียญทองไปคล้องคอได้ทุกวัน

.

ประสบการณ์ในปาย เป็นอะไรที่น่าจดจำ

แม้ว่าในเมืองนี้จะเต็มไปด้วย คนป่วย

(วาทะของหนุ่มมิตรไทย ที่พูดกับชายผู้หลงใหลภาพขาวดำ

ไม่รู้นับรวมตัวเองด้วยหรือเปล่าไม่ได้ยืนยัน ฮา)

แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเป็นคนป่วยที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต

คนป่วยที่ต้องเสพธรรมชาติ และความสงบ สลับกับความวุ่นวายในบางครั้ง

ผมเป็นคนป่วยก่อนหน้าจะมาที่นี่  ปายทำให้ผมหายจากการป่วย

นั่นเพราะมีคนป่วยกว่า ฮา (อีกครั้ง)

.

วันนี้ผมควบ Green Dream พาหนะคู่ใจไปรอบๆ อำเภอปาย

“Green Dream” หรือ ความฝันสีเขียว เป็นจักรยานยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น

มันคือฮอนด้า ดรีม สีเขียว เขียวแบบไหนไม่รู้ แต่มันจัดอยู่ในตระกูลสีเขียว

คงเป็นญาติผู้น้องของสีเขียวขี้ม้า แต่ดูมีอายุกว่าสีเขียวใบตอง

รถคันนี้ถูกยัดเยียดมาโดยร้าน Aya คุณจะไม่มีสิทธิ์เลือก แต่คือผู้ที่ถูกเลือก

.

ความไม่สมประกอบของ Green Dream เกือบทำผมเจ็บตัวหลายครั้ง

ยังดีที่สมัยวัยรุ่นเคยสมมติตัวเองเป็น จอห์น อิสรัมย์ นักแข่งวิบาก

ไม่งั้นคงได้ย้ายจากบ้านปายนาไปนอนเล่นในโรงบาล

ที่ปายจะมีมอเตอร์ไซค์ล้มเป็นเรื่องปกติ ปกติเหมือนการตดขณะนั่งบนโถส้วม

.

วันนี้ผมซื้อน้ำมันใส่ท้องให้  Green Dream เป็นการทิ้งทวน

ตระเวนบอกลาผู้คน วัว ควาย ต้นไม้ บ้านเรือน แม่น้ำ ภูเขา ทุ่งนา

รวมทั้งความ ขี้เกียจ ทั้งมวล

กลับกรุงเทพฯ จะไม่ได้ขี้เกียจอย่างนี้อีกแล้ว

.

.

ปายเปลี่ยนไปหรือยัง? ตอบชัดๆ ว่าไม่รู้

แต่จะพอเล่าเปรียบเทียบให้ฟังได้

หากใครมาช่วงหน้าหนาวหรือสิ้นปี นึกออกใช่ไม๊? 

ปีที่แล้วยังกับยกจตุจักรมาไว้ที่ปาย

มันจะเปลี่ยนไปเพราะมีคนแห่กันมาคราวเดียวพร้อมๆกัน จนเกินรองรับ

ผมว่าคงต้องรอจนคนไทยคนที่ 64 ล้านได้มาเยือนปาย นั่นถึงจะค่อยๆ ซาไปบ้าง

ตามข้อสันนิษฐานที่ว่า คนไทยทุกคนคงอยากมาเที่ยวปาอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

.

แต่หากใครมาช่วงหน้าร้อนหรือฝน หรือ Low season ในภาษาท่องเที่ยว ปายจะสงบมาก

มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงกระซิบของใครบางคนจากอีกฟากของเมือง

เมืองนี้ภูเขาล้อมรอบ เสียงกระซิบเพียงเสียงเดียวก็สามารถเดินทางไปได้ทั่วทั้งอำเภอ

เพราะภูเขาเป็นเหมือนกำแพงสะท้อนให้เสียงสะท้อนไปสะท้อนมา จนกว่าเสียงนั้นจะระเหยไปในอากาศ

เสียดายที่เสียงกระซิบของผมเดินทางข้ามภูเขา ออกไปยังแดนไกลไม่ได้

.

.

ขอบคุณรอยยิ้ม

ขอบคุณการสนทนา

ขอบคุณธรรมชาติ

ขอบคุณศิลปะ

ขอบคุณกาแฟ

ขอบคุณเบียร์ลีโอ

ขอบคุณเสียงดนตรี

ขอบคุณที่สาดน้ำโดนหน้า

ขอบคุณยุงที่ทำให้ตัวลายเหมือนตุ๊กแก

ขอบคุณทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี

.

.

ขอบคุณโปสต์การ์ดและแสตมป์

edit @ 16 Apr 2008 18:56:21 by 7 days ago

2008/Apr/14

ล่วงเข้าวันนี้

ผมนั่งมองพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาเป็นครั้งที่ 7

ความจริงมันก็เหมือนกับดวงที่บ้าน

แต่ว่าดวงอาทิตย์ที่ปาย มองแล้วเหงา

.

ไม่เคยใช้ชีวิตคนเดียว ห่างบ้านและเพื่อนนานขนาดนี้

คาดว่าเป็นสถิติที่จะอยู่ไปอีกยาวนาน

.

สิ่งมีชีวิตที่นี่ล้วนเชื่องช้า

ผมเคยใช้ชีวิตเร็วๆ ต้องเชื่องช้าตาม

เช่นเดียวกับวัว และควาย พวกนี้ช้าสุดๆ

หมาทุกตัวล้วนขี้เกียจ

.

น้ำปายเอื่อยเฉื่อย

ดวงตะวันก็กว่าจะโยนตัวเองข้ามขอบโลก

ภูเขานอนมองเมฆค่อยๆ คลานกระดึ๊บเหมือนหนอนใบไม้

นกปิ๊ดตะลิวง่วงหาวนอนขี้เกียจส่งเสียง

.

มีเรื่องเดียวที่ดูจะรวดเร็วในปาย

นั่นคือความสามารถในการสาดน้ำของเด็กๆ

ผมว่าเด็กปายทุกคนน่าจะเก่งฟิสิกส์

พวกเขาไม่เคยปล่อยให้ผมรอดไปได้สักครั้ง

.

ผมไม่น่าเชื่องช้าในวันสงกรานต์เลย