ในช่วงที่นาฬิกาย่ำเท้าก้าวสู่ห้องแห่งความมืด
ในช่วงเวลาที่มนุษย์ปกตินอนหลับใหล หนุ่มสาววัยระเริงโผบินกลับรังนอน
ในช่วงเวลานี้เรียกได้ว่า "ดึกสงัด"
เสรีชนผู้หนึ่ง เดินบ่ายหน้าออกจากที่ซุกหัวนอน...
.
.
ถ้าไม่เพียงเพราะคืนนี้มีปรากฏการณ์บางอย่าง
เขาคงซุกตัวใต้ผ้าห่ม และฝันซ้ำๆ ซากๆ เช่นทุกคืน
มิอาจมีราตรีใดที่เชิญชวนให้เขายอมพรากจากเคหะสถาน
เว้นเพียงรัตติกาลนี้...
.
เขาเดินโซซัดโซเซไปตามฟุตบาท ท่าร่างคล้ายผีดิบที่ไม่เคยดูดเลือด
สภาพนั้นเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหนึ่งศตวรรษ
ถูกต้องแล้ว อดนอนอย่างแน่แท้ ...หลายคืนติดต่อกัน
แต่คงไม่มีใครจับผิดหากจะเพิ่มสถิติอีก 1 คืน
.
ปรากฏการณ์หนึ่ง ชักพาเขามาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
เปรียบเช่นสายน้ำ ที่ได้รับอิทธิพลจากดาวดวงนั้น
แต่เปล่าเลย...เขากลับเป็นเพียงหินแค่ก้อนหนึ่ง
วัตถุเล็กๆ ที่ตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของดาวที่ใหญ่กว่า
.
.
.
ไหล่ข้างซ้ายสะพายกระเป๋ากล้อง มือขวากำแน่นขาตั้ง
สายตาจับจ้องวัตถุเรืองแสงบนท้องฟ้า ราวกับว่าเป็นไฟฉายนำทาง
ผมมาหยุดยืนอยู่ตรงพื้นที่ที่คิดว่าเหมาะที่สุดสำหรับคืนนี้
1.45 เวลาดิจิทัลบนข้อมือบอกเวลานัดหมาย...
.
...ร่วมชั่วโมงเลยผ่าน พระจันทร์ยังคงยิ้มแย้ม ไร้ทุกข์โศก
ผมคงจะจำวันผิด แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว จึงบันทึกภาพตึกรามเป็นการถอนทุน
ในวินาทีลั่นชัตเตอร์ พลันใจวูบหวิว เหมือนโดนมีดแกะสลักเฉือนให้เว้าแหว่ง
ปรากฎเงามืดด้านซ้ายของดาวเรืองแสงที่ลอยอยู่เหนือหลังคาตึก
.
ผมหยิบเลนส์เทเลมาเปลี่ยนเพื่อต่อความยาวของสายตา
"เงาราหู" เหมือนผ้าห่มสีดำผืนใหญ่ที่ค่อยๆ ห่อหุ้มดวงจันทร์ทีละนิด ทีละนิด
ผมไม่มีอะไรอย่างอื่นต้องทำ นอกจากจับจ้องอยู่กับเหตุการณ์บนนั้น
กาลเวลาสูญสิ้น ระยะทางถูกตัดทอน...ระหว่างผมและดวงจันทร์
.
อากาศไม่ไหวติง นานครั้งสายลมจะพัดมาสักวูบหนึ่ง
ทุกครั้งที่วูบมา เหมือนหอบหิ้วเอาจิตวิญญาณแห่งความเหงามาทับถมไว้ตรงนี้
แสงสว่างของดวงดาวเลือนหายไปทีละนิด ผมกลับโดนความเหงาทับถมเป็นทวีคูณ
ดวงจันทร์ถูกบดบังความสวยงาม ผมกลายเป็นธนาคารแห่งความเหงา
...ใครจะรู้สึกแย่ไปกว่ากัน?
.
.
...ย่ำรุ่งของเช้าวันใหม่
ร่างของเสรีชนผู้นั้นลอยล่องมาตามแรงคลื่นโดยที่ไม่รู้สึกตัว
เคราะห์ยังดีที่เขาเกยฝั่งโดยไม่สูญเสียอวัยวะส่วนใดไป
เขายังไม่รู้สึกตัว และคงจดจำอะไรได้ไม่มากนัก
.
ทว่าใต้จิตสำนึกกลับบันทึกความรู้สึกในห้วงมหาสมุทรแห่งความเหงาไว้อย่างดี.
