ลักพาตัวเองจากเมืองหลวงไปหลายวัน
นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่เขาสาดน้ำและกระสุน
ผมนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในบ้าน เพราะไอแดดร้อนทะลวงถึงเม็ดเลือดแดง
ชีวิตที่บ้านเกิดในช่วงยี่สิบกว่าวันมานี้ ซ้ำๆ และเดิมๆ เช่นที่เคย
.
ผมพอใจที่ตัวเองเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายอย่างน่าเลี่ยน
หนึ่งในกิจกรรมที่ชอบก็คือการได้ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านในทุกๆ เย็น
ถนนหนทาง จากลูกรัง โดนเททับด้วยคนกรีตเสริมเหล็ก เดี๋ยวนี้เขาพัฒนา
ทุกๆ เย็น ผมมีความสุขที่ได้ชื่นชม ต้นตาล ทุ่งนา และ วนิลาสกาย
.
.
นับเป็นการหยุดพักร้อนอันแสนยาวนานที่สุด เท่าที่ผมเคยมี
และผมก็ละทิ้ง blog นี้ไปนานอย่างไม่ควรจะเป็น
ผมรู้สึกไม่อยากเขียนขึ้นมาดื้อๆ
ผมรู้สึกไม่อยากถ่ายภาพขึ้นมาดื้อๆ
ผมยังรักกิจกรรมเหล่านี้ เพียงแต่อยากละทิ้งไปสักช่วงเวลาหนึ่ง
.
และบังเอิญว่าจำเป็นต้องละทิ้งมันไปชั่วคราวอย่างที่รู้สึกจริงๆ
เช่นกันกับที่ผมต้องละทิ้งอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวัน
ผมละทิ้งบุรุษอีก 2 คนที่อยู่ภายในตัวของผม (จากเอนทรี่ "มี 3 คนซ่อนอยู่ในตัวเรา")
เหลือเพียงบุรุษคนสุดท้ายที่ ยังคงต้องตามหาต่อไป
.
ผมคิดว่าผมต้องละทิ้งกางเกง เสื้อ รวมถึงรองเท้า
ละทิ้งกระเป๋าสตางค์ หมวก เป้ และอุปกรณ์เดินทางทั้งหมด
ละทิ้งหน้าที่การงาน เพื่อนฝูง สังคมสามัญ
ละทิ้งโลภะ โทสะ และโมหะ
.
.
ผมกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง
เป็นการเดินทางที่ดูจะพิเศษมากกว่าการเดินทางครั้งไหน
มันเป็นการเดินทางที่ผมไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลย (ถึงมีก็นับว่าน้อยมาก)
นั่นเพราะการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางเพื่อ "รับ" มากกว่า
.
ผมคงต้องละทิ้ง blog นี้ไปอีกนานโข
ถ้า 30 วันไม่นับว่านานเกินไป ก็ยังถือว่าโอเคอยู่
แต่นั่นคือระยะเวลาที่ต้องต่อท้ายว่า "เป็นอย่างน้อย" ครับ
ฟังดูเหมือนเป็นการเดินทางที่ไกลมาก ไม่หรอกครับ
ครั้งนี้เป็น "การเดินทางที่ใกล้ที่สุด"
...ใกล้ที่สุด คือตัวเราเอง
.
.
ปล. ผมต้องละทิ้งเส้นผมบนหนังศีรษะอีกหนึ่งอย่าง