ผมฉีก "อดีต" ของตัวเองออกเป็นชิ้นๆ
.
อดีตของผมค่อยๆ ถูกโปรยลงในถุงขยะสีดำ
ผมเก็บมันไว้นานมากแล้ว นานจนลืม
แต่ทุกครั้งที่รื้อมันมาดู...
เรื่องราวต่างๆ ก็ร้อยเรียงกลับมาอีกครั้ง
.
บันทึกร้อยพัน แหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ
โน๊ตหมื่นแสนถูกทำลายเป็นชิ้นๆ
ผมเข้าใจว่า ได้ทำลายชีวประวัติบางส่วนของตัวเองไป
คงเหลือไว้เพียงเหตุการณ์สำคัญของชีวิต รวมถึงจดหมายและโปสการ์ด
.
อดีตทั้งมวล คือ สมบัติบ้าที่ผมเก็บสะสมไว้
สมบัติบ้าที่ผมหอบมันไปไหนมาไหนด้วยเกือบ 10 ปี
ผมรู้ตัวว่าความจำของตัวเองค่อยๆ เสื่อมลง
สมบัติบ้าเหล่านั้นจึงมีความสำคัญด้านความทรงจำ
.
เรื่องราวของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ได้มีความสำคัญเหนือปรากฏการณ์ใดๆ
แต่คำนิยามของ "สมบัติบ้า" มันมีความหมายเฉพาะบุคคล
แต่ในเมื่อมันไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับคำภีร์ใบลาน
การตัดใจทิ้งเรื่องราวที่ไม่ควรบันทึกไปบางส่วน ถือว่ายังไม่เสียหาย
.
.
"อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต"
ข้อความหนึ่งบนหน้าวรรณกรรม และในจอภาพยนต์ "ความสุขของกะทิ"
เป็นข้อความที่สะกิดใจลึกๆ ไม่แปลกใจที่ผมชอบข้อความนี้
...ทำความเข้าใจด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน
.
.
เมื่อถึงคราวต้องโยกย้ายที่พำนักอีกครั้ง
ปัญหาเดียวที่ดูจะเป็นภาระ คือ สมบัติบ้าเหล่านั้น
แต่ถึงมันจะดูว่า "บ้า" มันก็ยังคือ "สมบัติ" โดยที่ยังไม่มีเคยใครเรียกมันว่า "ขยะบ้า"
...คนเราสามารถเลือกที่จะลืมอดีต แต่ไม่อาจลบมันออกได้ชั่วนิรันดร์...
.
"อดีต" บางส่วนถูกหย่อนลงกล่อง บางส่วนยอมเสียสละ
คนเราสามารถเลือกที่จะจดจำ เลือกที่จะบันทึกเฉพาะเหตุการณ์ที่น่ายินดี
เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า "ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ที่ได้รับชัยชนะ"
แต่ความโหดร้าย เศร้าโศกก็มิอาจถูกลบเลือนชั่วนิรันดร์