แสงแดดอ่อนยามบ่ายก่อนวันสิ้นปีอาบผิวสีเข้มของผมให้ยิ่งเกรียม
ผมเลือกที่นั่งริมกระจก-ตอนกลาง-ด้านขวาของรถปรับอากาศ ป.2
ทิวทัศน์ระหว่างทาง นครพนม-หนองคาย มองเห็นแม่น้ำโขงในบางช่วง
330 กิโลเมตร กินเวลาถึง 7 ชั่วโมง ไม่รู้ซาบซึ้งใจหรือหิวข้าว น้ำตาผมเริ่มล้นเอ่อ
.
ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ไม่มีนกตัวไหนสำรวจได้ทั่ว
แม่น้ำโขงไหลทอดยาวจากที่ราบสูงในประเทศจีน ชั่วอายุขัยของปลาก็ว่ายไม่ทั่วถึง
เทียบกับการเดินทางเลียบแม่น้ำของผม มันแสนสั้น
ความสุขไม่ได้มาจากการครอบครองให้ได้ทั้งหมด นก และ ปลา คงคิดเหมือนผม
.
.
หลังจากที่ทิ้งตัวเองให้อยู่เดียวดายในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อปี 50
คืนวันนั้นผมสาบานกับกระป๋องเบียร์สิงห์ หน้าธนาคารแห่งหนึ่งแถวสยามสแควร์ว่า...
...ปีต่อไปจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพนั้นอีก
1 คน 2 คน 3 คน หรือเพื่อร่วมทางที่มากกว่านั้น ขอให้หนีความเหงาในเมืองหลวง
.
วิกฤติมหาชนทางตอนเหนือ ทำให้ผมตัดสินใจพาตัวเองเบี่ยงไปทิศตะวันออก
อิสานตอนบนไม่มีอากาศหนาวเย็นเหมือนทางภาคเหนือ นั่นจึงไม่มีคนแออัด
อากาศหนาวมันทรมาน แต่มีความสุข...เดินทางคนเดียวมีความสุข แต่ทรมานเพราะความเหงา
เลือกข้อใดข้อหนึ่ง!!
.
ใช่ว่าจะโชคร้ายเรื่องเพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย ซะเต็มทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
อย่างน้อยที่หนองคายกันมีคนคุยด้วยพอให้คลายเหงา
เจ้าบ้านที่ดี จัดต้อนรับด้วยแอลกอฮอล์ 4 ขนาน บนแพที่ลอยนิ่งริมแม่น้ำโขง
เนื้อปลา 5 ชนิด (จำชื่อได้ไม่หมด)โดนกรามบดลงไปคลุกเคล้ากับของเหลวสีอำพันในกระเพาะ
ทั้งแขก ทั้งเจ้าบ้านเกือบหมดสภาพ อดถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าอย่างน่าเจ็บใจ
.
.
น้ำโขงไหลเชี่ยว
เรือยนตร์ลำเล็กดันหางเสือต้านแรงน้ำ ข้ามฝั่งโขง
ปลานานาพันธุ์ก็ปฏิบัติตัวเช่นดั่งเรือลำน้อย
ความสุขของผมคือการนั่งสงบ หลับตามองสายลมที่พัดพาย
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
* ยังมีภาพเพิ่มเติมคลิกดูทีนี่ http://7daysago.multiply.com/photos/album/30/30