อาจจะได้รับผลกระทบมาจากการเดินทางอันแสนยาวนาน
อย่างที่เล่าไปในเอนทรี่ที่แล้ว http://a7day.exteen.com/20081019/entry
ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาอยู่แล้ว กลับดูไร้วิญญาณมากขึ้นอีก 3 ขีด
.
6 เดือนที่แล้ว ปายดูสงบเสงี่ยม ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ
ทุ่งนาถูกทิ้งร้าง เหลือเพียงซากตอข้าว และขุนศึกเขาโง้งที่ยืนแทะเล็มหญ้า
แต่ละคนมีเวลาพูดคุยกันเหลือเฟือ
เฮ้! มีเรื่องอะไรที่เราพอจะนึกมาคุยกันได้อีกไหม?
.
6 เดือนผ่านไป เสียงพูดคุย ผสมดนตรีเมืองกรุง เริ่มซุกแทรกตามหย่อมหญ้า
ปาย เปลี่ยนอาภรณ์เป็นสีเขียว ดูหมือนจะเป็นชุดโปรด ...ชาวนานับวันรอเก็บเกี่ยว
ผมชอบที่จะนั่ง ยืน นอน อยู่นิ่งๆ ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเร็วบ้าง ช้าบ้าง
หากจะมีส่วนร่วมในสถานการณ์เหล่านั้นบ้าง ก็เพียงแค่ภาพสเก็ตช์ลายเส้นอ่อนหัด
และการจดบันทึกยึกยือ ที่ยากต่อการอ่าน เพราะบางเรื่องก็ถูกเขียนในที่มืด
.
ผมพยายามทำอะไรต่างๆ น้อยลงในแต่ละวัน
นอกจากนั่งจดยึกยือ ก็ไม่มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจไปกว่านี้
บางอย่างก็เพื่อจะคลายปมในสมอง และมีเวลาถางหญ้ารกในใจให้โล่งเตียนเสียหน่อย
ต้นไหนถอนได้ ผมก็ถอนมันออก เห็นไส้เดือนยุกยิกหลุดติดมาพร้อมกับก้อนดิน
ในหัวใจเรามีไส้เดือนด้วยหรือ? มิน่า ถึงคันยุบยิบ
.
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ปาย กล้องถ่ายรูปแทบจะไม่ได้หยิบมาใช้
ไปที่ไหนก็เห็นแต่คนถ่ายรูป ใครๆ ก็ถ่ายกัน ผมจึงขอนั่งเฉยๆ ดีกว่า
ครั้นพอไม่เห็นใครถ่าย ผมจึงหยิบกล้องออกมาถ่าย
...ด้วยความเสียดายช่วงเวลา จังหวะที่น่าจะมีใครสักคนเก็บภาพมันไว้
.
จะว่าไป "ปาย" ก็เหมือนเป็นทางผ่าน ก่อนลงไปภาคใต้
ผมเดินทางจากกรุงเทพ แวะพักที่ปาย สามสี่วัน แล้วเดินทางต่อไปพัทลุง
อ่านแล้วก็จะสงสัยว่า "มันทางผ่านยังไงวะ" ใช่ไหม
ฉีกแผนที่ และทิ้งเข็มทิศเสีย ...แล้วคุณจะเข้าใจ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.