ก่อนที่จะทันตั้งตัว...
ผมมาหายใจอยู่ที่อำเภอปายอีกครั้ง...
.
ครั้งนี้
นับเป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในโลก
กรุงเทพ-เชียงใหม่ เหมือนต้องให้เวลานานนับแรมปี
บนรถไฟชั้น 3 เพื่อประชาชนมีพื้นที่ให้ผู้โดยได้จับจองเพียงคนละ 2 ตารางฟุต
ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของทหารเกาหลีเหนือขณะยืนนิ่งๆ แข็งทื่อ ทำหน้าที่รักษาการณ์
ผมเข้าใจถึงบรรยากาศบนรถไฟของประเทศอินเดีย
...และนั่นก็คือความลึกซึ้งในความเป็นอยู่ของศพปลาแมคเคอเรลอาบซอสมะเขือเทศที่ยัดแน่นอยู่ในกระป๋อง
.
ไม่อาจปริปากบ่นได้เต็มปากเต็มคำ เพราะนี่คือความตั้งใจของผมเอง
การโดยสารรถไฟลงใต้เมื่อ 7 ปีก่อน คือความประทับใจครั้งสุดท้าย
สภาพเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับครั้งนี้ 17 ชั่วโมง ตลอดระยะทาง ทดสอบความทรหดได้อย่างดี
ถึงอย่างไร ผมก็ไม่รังเกียจที่จะทำมันอีกครั้ง
ผมหลงเสน่ห์ของรถไฟอย่างหัวปักหัวปำ
.
ผมไม่ได้เข้าวัด และดูจะห่างจากพระมานานมากแล้ว
มุมหนึ่งบริเวณส่วนหัวของโบกี้ที่ 3 เป็นเขตสัมปทานที่นั่งเฉพาะภิกษุ สามเณร
ผมแทรกตัวอยู่ระหว่างม้านั่งทั้ง 2 แถว และยืนพิงขอบประตู ถ้ามีกระบองผมคงได้รับแต่งตั้งให้เป็นยามประจำโบกี้
รอบข้างรายล้อมไปด้วยกองทัพสงฆ์ และสามเณรน้อย
การยืนค้ำศรีษะสมณะไม่เหมาะนัก หากเป็นเรื่องบาป นี่คงเป็นการทำบาปที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในชีวิต
รถไฟผ่านสถานีพรหมพิราม ผมไม่ได้เป็นคนบาปเฉพาะที่พรหมพิราม แต่ผมทำบาปมาตั้งแต่ตอนขึ้นขบวนจากกรุงเทพแล้ว
.
นโยบายรถไฟฟรี ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ
ดูจากจำนวนผู้โดยสารที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี
รถไฟขบวนนี้มีแต่คนขึ้น ไม่มีคนลง อย่าสงสัยเลยว่าเข้าไปอยู่กันได้อย่างไร
จากพื้นที่คนละ 2 ตารางฟุต ก็ลดมันเหลือแค่ 1 ตารางฟุต...จะไปยากอะไร
.
ถึงสถานีลำปาง ตู้รถไฟโล่งขึ้นกว่าเดิม
พอให้คนที่เหลือได้ออกกำลังกายด้วยการกระโดดตบได้
ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยลงที่สถานีนี้ "ลำปาง"
ทำไมหรือ? หรือจะเป็นตามกระแสมุขตลกของโน้ส อุดม "ลำปางหนาวมาก"
ทุกคนเลยอยากหนีร้อนจากกรุงเทพมาเที่ยวลำปาง
...
.
ถึงเชียงใหม่ตอน 7 โมงเช้า
ผมเลือกที่จะนั่งสบายๆ บนรถตู้ แทนที่จะใช้รถเมล์อย่างที่ตั้งใจไว้แต่ที่แรก
เพียงเพราะกำลังขาไม่มีแรงให้ยืนระยะอีก
ตอนหน้าร้อนที่ผ่านมาผมได้สัมผัสความรู้สึกนั้นมาแล้ว
การยืนก้มหัวบนรถเมล์คันเล็ก แล้วนับหลักกิโลถอยหลังทีละ 1 กิโล
กับการทรงตัวอีกหลายร้อยโค้งเป็นเรื่องที่ลำบากเอาการ
..."เมื่อไรจะถึงว้า" เป็นวลีที่ต้องกล่าวในใจอีกนับครั้งไม่ถ้วน
.
.
โอเค ...ตอนนี้ผมรอดปลอดภัยมาถึง "ปายทาง" แล้ว
ที่นี่ยังไม่หนาว แต่ก็พอจะมีลมเย็นๆ หลังพระอาทิตย์ตกช่วยคลายร้อนได้
นักท่องเที่ยวเริ่มหนาตาและเดินกันให้วุ่น โรงเรียนปิดเทอม หนุ่มสาวคงอยากพาแฟนมากุ๊กกิ๊กกันบ้าง
สำหรับผมยังคงล่องลอยโดดเดี่ยวไร้ตัวตน เหมือนสายลมที่พัดสอดแทรกระหว่างช่องว่างของคู่รักเหล่านั้น
แต่ตราบใดที่พวกเขากอดกัน สายลมก็คงหมดสิทธิ์ที่จะคั่นกลาง
ทำได้เพียงพัดอ้อมไปซุกตัวอยู่ในพื้นที่อื่นที่ยังพอมีเหลือ
อาจจะเป็นใต้โต๊ะที่เต็มไปด้วยยุง ในรูจมูกของคนเป่าแซ็กโซโฟน ในตู้ไปรษณีย์ หรือแม้แต่ผิวน้ำในโถส้วม
สายลมก็คงต้องยอมให้มันเป็นไปตามนั้น โดยไม่ปริปาก
.
.
เที่ยวนี้ ผมอยู่ที่ปายได้ไม่นาน
การเดินทางที่ยาวนานกว่าขามา 2 เท่า จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้
ควรแล้วในวาระนี้ ที่ผมจะเสพบรรยากาศปาย ให้เต็มคราบเสียก่อน
โดยมิต้องเผื่อแรงไว้ใช้ในการเดินทางที่จะมาถึง
.
.
พูดให้สวยหรูก็คือ
"ใช้หัวใจเดินทาง" ใช่ไหม?
ผมคงทนยืนไม่ไหวแน่ๆ ครับ