หลังจากเตรียมตัวเป็น backpacker ในเอนทรี่ที่แล้ว
http://a7day.exteen.com/20081006/10-backpacker
ผมทิ้งท้ายไว้ว่า จะพาไปโบกรถ
ในตอนแรกตั้งใจจะพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในการโบกรถ
แต่หลังจากวิเคราะห์แล้ว ก็ออกจะเป็นห่วงสภาพสังคมในสมัยนี้อยู่เหมือนกัน
เพราะการโบกรถมันตื่นเต้นก็จริงอยู่ แต่ก็แฝงด้วยอันตรายที่เราไม่คาดคิด
เลยนึกกลับไปตอนที่ยังละอ่อน มีประสบการณ์ครั้งแรกที่น่าจดจำเกี่ยวกับการโบกรถอยู่ไม่น้อย
จึงเลือกเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังดีกว่า เนอะๆๆ
.
.
ผมโบกรถครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2
และก็ต้องทำมันเป็นกิจวัตร อันเนื่องมาจากบ้านและโรงเรียนไกลกัน 50 กม.
และการซ้อมกีฬาตอนเย็นไม่อาจเสร็จสิ้นทันรถเที่ยวสุดท้าย ตอน 17.30 น.
จึงเป็นสาเหตุให้ต้องโบกรถกลับบ้านทุกวัน โดยมีเพื่อนนักเรียนร่วมทางอีก 4-5 คน
.
ผมตัดสินใจย้ายมาเช่าบ้านอยู่ในตัวเมืองบางช่วงสั้นๆ
การที่วัยรุ่น ม.ปลายมาเช่าบ้านอยู่ด้วยกันโอกาสเสี่ยงต่อการมั่วสุมสูงมาก
และก็เป็นเช่นนั้นเมื่อมีคนแปลกหน้าแวะมาที่บ้านกับเพื่อนของเราบ่อยขึ้น
ผมเลือกที่จะย้ายกลับไปอยู่บ้านอย่างเก่า และโบกรถกลับบ้านอีกครั้ง
.
.
ปี 2541 บางกอกเกมส์ทำให้หนุ่ม ม.ปลาย คึกคัก หยุดเรียนหลายวัน
กลุ่มชาย ม.6 จึงชักชวนกันโบกรถไปเที่ยวสมุย ฝนตกพรำๆ เป็นที่น่าสนุกสนาน
คน 9 คน กับตังค์ในกระเป๋าคนละ ห้าร้อย หกร้อย การโบกจึงประหยัดได้มาก
น่าเสียดายที่ไม่มีเรือข้ามฟากให้เราโบก จึงจำต้องควักตังค์จ่ายเรือเฟอรี่
.
ประทับใจด้วยความที่มันเป็นประสบการณ์โบกครั้งแรกของเพื่อนหลายคน
และที่ตื่นเต้นคือ การเดินทางครั้งนี้ไม่มีแผนการ การชักชวนกันมานั้นด้วยความคึกคะนองล้วนๆ
ถึงเกาะสมุยแล้ว เราก็ยังโบกไปเรื่อยๆ อาศัยแผนที่ที่หยิบติดมือมาจากท่าเรือ
รถใจดีคันหนึ่งอาสาให้ติดรถไปหาดเฉวง...
.
เราหวังจะไปค้างคืนที่เฉวงในคืนแรก ..ภาพ (กราฟิก) ในแผนที่บอกชัดๆ ว่าหาดนี้ทั้งกว้างทั้งยาว
นั่งรถจากท่าเรือ ถึงทางแยก เราควรจะเลี้ยวขวา ทว่าคุณลุงใจดีเลือกเลี้ยวรถไปทางซ้าย
"แวะตลาดหน้าทอนก่อนแป๊บนึงนะ" คุณลุงแถลงแจ้งความใน
คืนนี้มีงานประจำปีที่ตลาดหน้าทอน ลุงและภรรยาแวะเที่ยวงานแป๊บนึง (แกบอกอยางนั้น)
.
.
1 ชั่วโมง 2 และ 3 ชั่วโมง... เรารอนานกว่านั้น
ฝนเริ่มตก สมาชิกตกลงกันว่าหาที่บังฝน เลยหลบไปนั่งกันอยู่ใต้สะพาน
ถ้าใครนึกสภาพไม่ออก คงเคยเห็นภาพแรงงานต่างด้าวโดนจับ นั่งกันคุดคู้
...เราคุดคู้อยู่ใต้สะพานอย่างนั้น
บ้างหลับ บ้างเล่นกีตาร์ บางคนอาสาไปซื้อของกินจากในงานมานั่งกินกัน
นึกสงสัยว่าทำไมพวกเราจึงซื่อสัตย์ขนาดนั้น เขาบอกให้รอ เราก็รอ แล้วรอ แล้วรอไม่สิ้น
เหยียบตี 2 คุณลุงเดินยิ้มแป้นมา ถามว่า "อ้าวยังรอกันอยู่หรือ ขอโทษนะช้าไปหน่อย"
.
คืนแรกของเราไม่ได้จบลงที่หาดเฉวง ...แต่กลับกลายเป็นวัด
ลุงกับป้ามาทิ้งเราไว้ที่หน้าวัด "ลุงจะแวะบ้านตรงทางแยกข้างหน้า ไม่ไปเฉวงแล้วล่ะ"
แม้จะผิดหวัง แต่พวกเราเป็นเด็กดีเสมอ ลุงมีน้ำใจขนาดนี้ยังไงก็ขอขอบคุณด้วยใจจริง
ทุกคนหันหน้าเข้าวัด ด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ...
.
.
ผมกลัวผีมาตั้งแต่จำความได้ เป็นความกลัวที่มาก่อนความกลัวตุ๊กแกเสียอีก
บนศาลาวัดที่เงียบสงบ ทุกคนต่างมองหน้ากันเพื่อให้แน่ใจว่าจะตกลงค้างคืนกันที่นี่จริงหรือ
ใครคนหนึ่งยืนยันว่าจะนอนที่นี่ ทำให้ทั้งหมดเห็นด้วยคล้อยตามกัน
สายลมพัดหวีดหวิว ใบไม้กระพือพึ่บพั่บ ถ้าผีจะออก ก็คงออกมาตอนนี้แหละ บรื๋อออ!!
.
ด้วยความที่คาดการณ์เรื่องตำแหน่งการนอนไว้อย่างดีจนมั่นใจแล้ว
ผมจึงกระโดดขึ้นศาลาเพื่อจับจองที่นอนเป็นคนแรก เลือกตรงบริเวณกึ่งกลางของช่องว่างระหว่างเสา
ด้วยคาดว่าคนที่นอนตรงนั้นจะเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง และมีเพื่อนฝูงรายรอบ
ผมลั่นวาจาต่อสมาชิกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "กูนอนตรงนี้แหละ!!"
.
สมมติว่าผมเป็น เลข 8 และเพื่อนๆ เป็นเลข 0
.
ผมลั่นวาจาต่อสมาชิกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "กูนอนตรงนี้แหละ!!"
............8............... (ผมเลือกที่แล้ว จุดๆ คือที่ว่าง 2 ด้าน)
.
เพื่อนคนนึงกล่าวเสริม "งั้นนอนกันเถอะพวกเรา"
..............8 0 0 0 0 0 0 0 0 (ทั้ง 8 ตัวดันมานอนเรียงต่อจากผม -*-)
ไอ้เพื่อนเลว!!
จะนอนหันหลังก็กลัวคนแปลกหน้ามานอนข้างๆ
จะตะแคงหน้าออกก็กลัวจ๊ะเอ๋เต็มๆ
สรุปว่าคืนนั้นใช้เวลากลัวผีไปจนเกือบสว่างจึงได้หลับ
.
เช้าวันรุ่งขึ้นเรา โบกรถไปหาดเฉวงสมใจ
แม้ชายหาดตอนหน้าฝนจะดูมอมแมมไปบ้าง แต่ความภูมิใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น
....นี่คือวันที่เด็กหนุ่มรู้ว่า พวกเขาได้เติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว
.
.
ขากลับ เรามาถึงท่าเรือดอนสักตอนฟ้ามืด
บนท่อนซุงที่กองเรียงกันอยู่หลังรถสิบล้อ
ได้ยินเสียงพูดคุยเฮฮาของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง
รถขนไม้พาพวกเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอนาสาร
เราจะค้างคืนกันที่นั่น.
รีบกลับมาเขียนต่อนะกำลังสนุก