ผมเคยแอบให้คำนิยามตัวเองในบางอารมณ์ไว้ว่าเป็นคนสันโดษ
.
ความสันโดษของผมคือการอยู่เงียบๆ คนเดียว ทำนู่น ทำนี่ ตามประสา หรือแม้แต่การไม่ทำอะไรเลย
การได้นั่งใช้ความคิดเงียบๆ คือความสุขใจเป็นที่สุด แม้ความคิดเหล่านั้นจะไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไรมากนัก
ความคิดจำนวนไม่น้อย เป็นความคิดที่ยากจะหยิบมาเป็นสาระ
อย่างเช่นว่าม้าน้ำตัวผู้จะคิดอย่างไร กับการเกิดมาเพื่ออุ้มท้องแทนตัวเมีย แล้วเขาจะรู้หรือเปล่าว่าสัตว์ชนิดอื่นล้วนเป็นตัวเมียที่ตั้งท้อง
และอย่างเช่นว่าหากทุกสรรพสิ่งในโลกมีสีผิดเพี้ยน กลับตาลปัตรเป็นสีตรงข้ามกับความเป็นจริงทั้งหมด สายตามนุษย์จะยอมรับสิ่งนั้นได้หรือไม่
ท้องฟ้าเป็นสีส้ม
ใบไม้เป็นสีแดง
ทะเลเป็นสีส้มอมเหลือง
ฯลฯ
และหากใครตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก โลกทั้งใบก็จะกลายเป็นสีเขียวอ่อน
...จะแฮปปี้เท่าสีชมพูหรือเปล่านะ?
...บางทีผมอาจจะลองประดิษฐ์แว่นตาที่ทำให้เห็นสีตรงข้ามดูสักอัน เผลอๆ อาจได้รับรางวัลโนเบรน (ไร้สมอง)
.
.
สันโดษ ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ (รวมผมด้วย) คือ การอยู่โดดเดี่ยว ตามลำพัง รักสงบ ห่างไกลความวุ่นวาย
สันโดษ ในทางพุทธศาสนากลับหมายความถึง ความยินดี พอเพียง และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
สันโดษ ทั้ง 2 คำ แม้จะมีนัยความหมายแตกต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วสองคำนี้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
.
คนที่รักสงบ และแยกตัวออกห่างจากสังคม มักเป็นผู้ที่ยินดีในความพอเพียง พอดีของตน ไม่อยากมีอยากได้อะไรที่นอกเหนือความจำเป็น และเกินกำลังความสามารถของตน ...คนพวกนี้จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขของชีวิต
พวกสันโดษจึงชอบแยกตัวออกมาจากวงจรแห่งการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ความอิจฉาริษยา อบายมุข และสิ่งยั่วยวน
อุปสรรคที่ทำให้คนไม่สันโดษ ได้แก่ อำนาจ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ กามคุณ5 อาหาร
ใครก็ตามที่ยังตกอยู่ในวังวนของเหตุปัจจัยดังกล่าว จึงยากจะหลีกเลี่ยง หรือหักห้ามใจให้หนีห่างออกจากสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ในสิ่งซึ่งคนมักเข้าใจว่า นี่แหละคือความสุขของชีวิต
.
ผมเคยอ่านเรื่องเล่าจากที่ไหนสักที่ (ซึ่งยากที่คนขี้ลืมอย่างผมจะจำได้)
เป็นเรื่องของเศรษฐี กับชาวนา
มหาเศรษฐีคนหนึ่ง อพยพตัวเองออกจากโลกธุรกิจ ไปใช้ชีวิตอยู่ในท้องทุ่งนา
อาศัยกระท่อมเล็กๆ เลี้ยงหมู หมา วัว ควาย (ช้างกับม้าคงไม่ต้อง เพราะออกจะดูเป็นการใหญ่เกินไป) ทำไร่ทำสวน ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ตามประสาของคนที่ประสบความสำเร็จชีวิต และอยากพักผ่อน อยู่กับธรรมชาติในช่วงบั้นปลาย
วันหนึ่งเศรษฐีได้รับคำถามจากชาวนาที่อาศัยอยู่ข้างบ้าน
"ทำไมอภิมหาโคตรเศรษฐีอย่างท่าน ถึงยอมละทิ้งความหรูหรามาใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และห่างไกลความสะดวกสบายอย่างนี้?"
เศรษฐีใช้เวลาจัดเรียงคำตอบในสมองประมาณ 2 วินาที แล้วตอบกับชาวนาว่า
"ผมเบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมือง ผมมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่ชีวิตกลับไม่มีความสุขเลย ผมลำบากทำงานมาทั้งชีวิต เพื่อวันหนึ่งผมจะเอาเงินสักก้อนมาซื้อที่ดินในชนบท และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สไตล์ชาวนาชาวสวน และวันนี้ผมได้รับในสิ่งนั้นแล้ว"
ความสุขที่โคตรเศรษฐีเพรียกหามาทั้งชีวิต กลับเป็นวิถีเดียวกับที่ชาวนาดำเนินมาตลอดทั้งชีวิต
อ่านเรื่องนี้แล้ว หากใครจะมีข้อคิดเห็นแตกต่างกันไปอย่างไร ก็เป็นเหตุผลของแต่ละคน ซึ่งชาวนาและเศรษฐีก็มีเหตุผลของตัวเองเช่นกัน
.
.
สังคมทุนนิยมไม่ได้เลวร้ายมากมายอะไรนัก แต่กลับเป็นความอ่อนแอในจิตใจของผู้คนที่ไม่เคยหลุดจากการถูกครอบงำต่างหาก
คนในสังคมเมืองถูกจับลงไปวางในลู่วิ่ง แล้วเผลอออกวิ่งหลังได้ยินเสียงปืน พวกเขา (รวมทั้งผม) ต่างแข่งขันกันโดยไม่รู้ตัว บางทีก็ไม่เห็นเส้นชัย
...ได้แต่วิ่งกันไปอย่างนั้น แล้วต่างก็เหนื่อยกันไปอย่างนั้น
...มีเพียง 3 คน จากทั้งหมด 8 ลู่วิ่งที่จะได้ขึ้นแท่นรับรางวัล ส่วนอีก 5 คน กลับบ้านมือเปล่า ได้รับคำปลอบใจ พร้อมหยาดเหงื่อ และคราบน้ำตาเต็มกระเป๋า
.
ความสันโดษ จะไม่ถูกจับลงลู่วิ่ง
แต่คนสันโดษก็เป็นนักวิ่งเหมือนกัน เพียงแต่เขาวิ่งในสนามของตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขของตัวเองเป็นหลัก ไม่มีเงื่อนไขเวลา ไม่มีแรงกดดัน
...เช่นม้าป่าที่โลดแล่นอย่างอิสระในทุ่งหญ้าไพศาล ไม่ยอมให้ใครใส่บังเหียนง่ายๆ ผมไม่เข้าใจชีวิตม้ามากนัก แต่หากได้ลองเป็นม้าป่า ผมคงจะวิ่งอย่างนั้นไปทั้งชีวิต กินหญ้ากินน้ำ แล้วก็วิ่งไปรอบโลก
แต่การเดินทางรอบโลก จำเป็นต้องมีเรือ ม้าป่าสร้างเรือเองไม่ได้ การวิ่งรอบโลกจึงเป็นความคิดที่ล้มเหลว เอาแค่สักหนึ่งทวีปก็ไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้ทั่ว
...นี่ขนาดเป็นม้าป่ารักอิสระยังมาคิดปวดหัวกับพื้นที่การวิ่งอีกจนได้
.
.
ผมน่าจะลองใช้เวลาคิดค้นเกือกม้าวิเศษ ที่พอสัมผัสพื้นน้ำปุ๊บ น้ำก็จะแปรสภาพเป็นน้ำแข็งในทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของม้าป่าที่อยากจะวิ่งรอบโลก
...งืม ไม่เลว ไม่เลว
...เผลอๆ ผลงานชิ้นนี้อาจจะส่งให้ผมขึ้นไปรับรางวัล "โนเบรน" อีกหนึ่งสาขาก็เป็นได้
.
.
.
ขอบคุณหนังสือธรรมะ ขนาดเท่าฝ่ามือ
"สันโดษ...เคล็ดลับของความสุข" โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
)..
)