(2) กลิ่นใต้สำนึก

.

ไอ้หนุ่ม ร.ฟ.ท.

นอกนอกขบวนรถไฟมืดสมกับเป็นกลางคืน
ทิวทัศน์ข้างนอกมืดดำสลัวเหมือนมีใครแกล้งทำหมึกหกใส่ภาพวาดโมนาลิซา
ลมกระโชกเข้ามาจากทุกบานหน้าต่างที่เปิดออก จนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นรถไฟเปิดประทุน
ง่า มันเหมือนหนอนยักษ์ที่เต็มไปด้วยรูพรุนมากกว่า
แม้จะมีรูระบายรอบตัว แต่อากาศในตัวหนอนยังอุ่นเหมือนเตาอบ
ผมเห็นตัวเองนั่งนิ่งๆ เหมือนขนมปังไส้ลูกเกดก้อนหนึ่งที่รอเวลานับถอยหลัง
...น่าดีใจที่ไม่มีอะไรสร้างความรบกวนแก่เด็กชายสามขวบ ผู้ยังมั่นคงอยู่ในท่าอึ่งอ่างไชโย
.
ล่วงเลยเที่ยงคืนมาโขแล้ว แต่อุณหภูมิโลกยังย่ำอยู่ที่บ่ายสามโมง
โลกคงร้อนขึ้นจริงๆ ผมได้แต่หวังว่าอากาศจะเย็นลงช่วงตีสามถึงตีสี่
ตู้รถไฟชั้น 3 ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีมีความสะดวกสบายใดเลย
นอกเสียจากว่าคุณไม่ต้องเดินทางด้วยเท้า หรือนั่งเกวียนเท่านั้นเอง
.
รถไฟแล่นอย่างไม่รีบร้อน แวะพักหลบทางให้ขบวนอื่นสวนแซงตลอดทาง
ผู้โดยสารก็คงไม่รีบร้อน ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกนั่งขบวนนี้
ส่วนผมยังคิดคำว่ารีบร้อนไม่ออก ...ถึงก็ช่างไม่ถึงก็เรียกช่าง
ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน แต่ผมไม่รู้สึกกังวลตราบใดที่ยังมีหนังสือให้อ่าน
.
.
ร้านกาแฟที่เพิ่งปรากฎตัว


คืนไหนที่คุณนอนหลับ คืนนั้นจะผ่านไปรวดเร็ว
คืนไหนที่คุณไม่ได้หลับ คืนนั้นก็ยังจะผ่านไปรวดเร็วอยู่ดี

.
รถไฟคุณปู่กระแอมสองครั้งก่อนเข้าเทียบชานชาลา
ผมเหลือบมองนาฬิกาแขวนของสถานี แล้วก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ
แปดโมงเช้าตรงกัน!! ...แสดงว่าโลกยังหมุนปกติ
และการที่รถไฟถึงที่หมายช้ากว่ากำหนด 1 ชั่วโมงก็นับเป็นเรื่องปกติเหมือนกัน
.
ทันทีที่ก้าวออกจากตัวสถานี บรรดาสามล้อถีบกรูกันเข้ามาต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ
ผมยกมือปางห้ามญาติ และแจกจ่ายรอยยิ้มอย่างทั่วถึง
ก้าวแรกในเมืองที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
เสียงในความมืดบอกให้ผมมาที่นี่ แต่ไม่ได้บอกว่าผมต้องทำอย่างไรต่อ
.
ทุกจังหวัดต้องมีร้านอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อ
และแน่นอนว่าต้องตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางการคมนาคม
ร้านอาหารยุคเก่าๆ ก็ต้องอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมเก่าแก่อย่างสถานีรถไฟ
ข้างหน้าผมยี่สิบก้าว มีร้านอย่างว่าสองถึงสามร้าน ...เก่าอย่างที่คิด
.
...น่าเสียดายที่ไม่มีร้านกาแฟ
ผมเดินผ่านไปอีกสองบล็อค ก็สมประสงค์
"กาแฟโบราณ" บนรถซาเล้ง - เปรี้ยวปากเหมือนผู้หญิงได้กลิ่มมะม่วงดอง
ผมถือแก้วกาแฟเดินข้ามฟากมานั่งจิบบนเก้าอี้ตรงมุมถนน
กวาดสายตาทำความรู้จักเมือง...สงบดี พื้นสะอาด...เอ๊ะ!!
อะไรที่ทำให้ผมมองไม่เห็นร้านกาแฟร้านนั้น ผมเดินผ่านมาได้ยังไง??
.
.
เมืองที่ไม่มีแสตมป์

เวลากลางวัน 10 ชั่วโมง หมดไปกับการสำรวจเมือง
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ยังไม่ทันที่ความเบื่อหน่ายจะก่อตัว
เวลาช่างแสนสั้น ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันดี
เวลาสมควรแล้ว หากนานกว่านี้อาจจะมีบางอย่างในแววตา
.
17.58 น. / 15 สิงหาคม คือเวลากำหนดรถออกจากสถานี
เหลือเวลาให้นั่งถอนหายใจเล่นเกือบชั่วโมง
ผมรู้สึกเหมือนมีกลิ่นอะไรบางอย่างติดจมูก ถอนเท่าไรก็ไม่ยอมออก
สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ ชวนตัวเองไปเดินถอนหายใจเล่นแทน
.
มีร้านหนังสืออยู่ใกล้กับร้านกาแฟที่มองไม่เห็น
ผมหวังว่าจะได้โพสท์การ์ดสักใบ และแสตมป์สักดวง
เมืองที่ผมมาเยือนไม่มีแม้แต่โพสท์การ์ดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด
โพสท์การ์ดของอยุธยา กับ เชียงใหม่ก็ไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงสักเท่าไร
ผมคำนวณระยะความใกล้เป็นกิโลเมตร ระหว่างเชียงใหม่และอยุธยา จากที่ผมยืน
ผมหยิบอยุธยามา 1 ใบ เดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์
พร้อมข่าวดีว่า...ร้านนี้ไม่มีแสตมป์
ผมเดินหาแสตมป์ร้านแล้วร้านเล่า จนต้องเลิกล้มความตั้งใจ
เก็บโพสท์การ์ดลงเป้ ...ไว้ใช้งานตอนไปเที่ยวอยุธยาก็แล้วกัน!!
.
.
เดินทางตามกลิ่น

ผมมักเดินทางไปไหนมาไหนอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ
โดยมีเสียงแว่วในความมืดคอยสั่งการ ((((ได้เวลาแล้ว))))
บางทีผมไปโผล่ที่นั่น โดยไม่รู้ที่มา ...บางครั้งก็ไปโผล่ที่นู่น โดยไม่รู้ที่ไป
นั่นจึงจำต้องป้องกันตัวเองจากการต้องตกเป็นบุคคลสูญหายเข้าสักวัน
จึงต้องแจ้งข่าวให้ใครอย่างน้อยหนึ่งคนได้ทราบตำแหน่งและทิศทาง
ครั้นมีเหตุต้องตามหากันจริงๆ จะได้ไม่เป็นการรบกวนให้ลำบากกันมากนัก...
.
เมื่อหาแสตมป์ไม่ได้ ผมจึงกลับไปนั่งรอรถที่ชานชาลา
ผมนั่งนิ่งๆ ทำตัวเหมือนเก้าอี้ในชานชาลา จนป้าคนนึงเผลอจนเกือบมานั่งทับ
ปู๊นนนนนนนนนนนนน!!!!!
เสียงหวูดดังเตือนสติป้า รถไฟมาแล้ว...ได้เวลาอีกครั้ง
ผมเลิกทำตัวเป็นเก้าอี้ โยนเป้ขึ้นหลัง เดินตามตู้โดยสารที่พยายามหนีห่างตามแรงเฉื่อย
.
มือขวากำราวเหล็กแน่น ดึงน้ำหนักตัวขึ้นสู่บันไดทางเข้า
ทางเข้ายังแคบเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว ...เพียงร่างกายผมที่ใหญ่ขึ้น
แต่ผมรู้สึกว่าผ่านได้สะดวกกว่าขามา
กลิ่นอะไรบางอย่างก่อนหน้านี้ยังไม่ยอมห่างจากจมูก
.
.
หัวรถจักรปล่อยเสียงหวูดยาวไปจนถึงท้ายขบวน
รถไฟมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก คล้ายจะเร่งความเร็วให้ทันพระอาทิตย์ที่ตรงปลายฟ้า
กลิ่นอะไรบางอย่างเริ่มจางไปเมื่อรถเคลื่อนออกห่างเรื่อยๆ
ผมนั่งคนเดียวบนเก้าอี้ยาวริมหน้าต่าง ยังคงสวมชุดเดียวกับขามา
ของในกระเป๋ายังไม่มีการเคลื่อนย้าย ...เป็นการดีแล้วที่ผมต้องนั่งคนเดียว
ทุกอย่างเกือบจะเหมือนเดิม ผมยังเจอคนขายของบนรถไฟคนเดิม
ผมนั่งหันหลังให้ปลายทางเหมือนเดิม
และหันหน้ามองที่ที่จากมาเหมือนเดิม

.
.
03.00 น. / 16 สิงหาคม
พาหนะที่ยาวที่สุดในโลก พาผมกลับมายังเมืองหลวงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก
ผมรู้สึกง่วงที่สุดในโลก เหมือนคนที่ไม่ได้นอนหลับมา 2 คืน
หลังการเดินทางทุกครั้งมักจะมีคำถามถึงสิ่งที่ได้รับ
แล้วจะได้อะไรจากการนั่งรถไป แล้วก็นั่งกลับ
.
.
ผู้คนมากมายเดินทางอย่างมีเป้าหมาย
...และสำหรับผม...
...ผมเดินทางเพื่อให้ได้ไปสูดดมกลิ่นประหลาดนั่น เท่านั้นเอง

edit @ 5 Dec 2007 21:21:58 by 7 days ago

edit @ 5 Dec 2007 21:22:27 by 7 days ago

Comment

Comment:

Tweet

ไปตามกลิ่นแปลกๆ

#10 By A girl living on the island on 2007-08-22 15:37

เคยนั่งรถเที่ยวไปแบบไร้จุดหมายเหมือนกัน แต่ว่าเป็นนั่งรถเมล์ ไม่เคยนั่งรถไฟแบบไร้จุดหมายสักที

#9 By คนหน้าหมี on 2007-08-21 16:30

เป็นการเดินทางที่น่าสนใจจัง

ปล.ตัวหนังสือเล็กกก เล็ก ค่ะ

#8 By แมงปอ on 2007-08-21 12:56

#7 By ฟ้าบ่กั้น on 2007-08-21 12:21

กลิ่นของอิสรภาพ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
หลังๆ นี้จะมีแสตมป์ในหลวงติดกระเป๋าอยู่ 4-5 ดวง
แต่เวลาไปต่างจังหวัดที่อยากส่งโปสการ์ด
มีแสตมป์ แต่หาโปสการ์ดไม่ได้นี่สิ
หาตู้ไปรษณีย์ก็ยากซะอีก

เดินทางต่างเส้นทาง ต่างวิว ก็ได้มุมแปลกตามากขึ้นกว่าเดิมดีออกค่ะ

#5 By moodee on 2007-08-20 23:34

ผม ว่าไป ตามหาเปลี่ยนที่ทานกาแฟมากกว่า ...
คราวหน้าถ้าไป ก้อ เอาแสตมป์ติดตัวไป เปิดขายที่เมืองนั้นด้วยมีโอกาส รุ่ง

#4 By (¯`•¸®·neo590·) °´¯)* on 2007-08-20 22:30

ไปตามหากลิ่นนี่เอง เขียนได้อ่านเพลินไปเลย ว่าแต่ยังสงสัยว่ากลิ่นอะไรคะ
เดาไม่ถูกเลย

#3 By guning(หิ่งห้อย) on 2007-08-20 21:53

เป็นซะงั้นน้อ

#2 By tungmay on 2007-08-20 21:28

เป็นทริปที่ดีนะครับ ในความรู้สึก เหมือนการเดินทางผจญภัยในที่ๆไม่รู้จัก เปิดหูเปิดตา เหมือนคนเดินทางเพื่อตามหาความหมายของชีวิตที่หายไป หรือ อะไรซักอย่าง
- - b ยอดเยี่ยมมากครับ

#1 By โลมาทราย on 2007-08-20 20:53