โลกนี้อยู่ด้วยเหตุผล?
จิตใจคนถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรู้สึก?
.
ทุกคนเกิดมามีต้นทุนเท่ากันในความเป็นมนุษย์
แต่ช่วงพัฒนาการชีวิตย่อมแตกต่างกัน นั่นส่งผลให้คนมีลักษณะหลากหลาย
แต่ความหลากหลายนั้นจะถูกนำมาหลอมรวมกันด้วย "มนุษยธรรม"
แยกย่อยลงไปอีก คือ "กฎหมาย"
แยกย่อยลงไปอีก คือ "วัฒนธรรมชุมชน"
แยกย่อยลงไปอีก คือ "การอบรมสั่งสอน" ในครอบครัว
และสุดท้ายที่ความเป็นปัจเจก - "จิตสำนึก"
.
มนุษย์ คือ สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล
ความมีเหตุผล ทำให้ "คน" ถูกแยกออกจาก "เดรัจฉาน"
อันว่า รัก โลภ โกรธ หลง มีอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นทุกประเภท
ทำความเข้าใจโดยรวม และเรียกความรู้สึกเหล่านั้นอย่างง่ายๆ ว่า "กิเลส"
กิเลส = เครื่องทำให้เศร้าหมอง
และเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านอยู่นี้ ต่างก็มีเครื่องที่ทำให้เศร้าหมองกันคนละอย่างสองอย่าง
...ไม่แปลก!! เพราะโลกทุกวันนี้ไม่มีอรหันต์ ไม่มีโสดาบัน
...เราต่างก็เศร้าหมองด้วย "ความรู้สึก" กันทั้งนั้น
.
.
โดยพื้นฐานคนเรา มีความคิดที่อยากจะทำอะไรที่สนองความรู้สึก...
ลองจำแนกประเภทของคนแบบกว้างๆ พบว่า
มีคนประเภทหนึ่ง เป็นคนที่ถูกเอาใจมากๆ มาตั้งแต่เด็ก
พวกนี้จะยึดเอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นใหญ่
จนอาจเลยเถิดกลายเป็น "เด็กดื้อ" ชอบเอาแต่ใจ
คนพวกนี้ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจควบคุม
.
คนอีกประเภทถูกบ่มเพาะมาด้วยหลักของเหตุและผล
ความรู้สึกภายในจะถูกกด คล้ายถูกบังคับให้ปิดไว้ ไม่สามารถแสดงออก
เมื่อพวกเขาตกอยู่ในกฎ "กระทำการใดอย่างหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตามที่กำหนดไว้แต่แรก"
มีชีวิตเป็นตรรกะตามวิถีโลก - - ตามวิถีพุทธ
คนพวกนี้จะไม่ยอมผิดพลาดเพราะความรู้สึกชั่ววูบ
.
รัก โลภ โกรธ หลง - เกิดจากความรู้สึก
"ความรู้สึก" ทำให้เป็นอิสระ ทำให้หัวใจโบยบิน
แต่การทอดทิ้ง "เหตุผล" จะส่งผลให้ความอิสระนั้นเหลิงจนเกินควบคุม
ท้ายที่สุด กว่าที่จะควบคุมตัวเองให้กลับสู่โลกแห่งเหตุผล ก็ต้องตกเป็นทาสของความรู้สึกนั้นเข้าให้แล้ว
.
พูดกันในเรื่องใกล้ตัวเอาใจวัยรุ่น หนีไม่พ้นปัญหาหัวใจ...
...ความรักที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการทุ่มเท มอบให้ทุกอย่าง
ไม่ได้เกิดจากความลุ่มหลงหัวปักหัวปำ
ไม่ได้เกิดจากการอยากครอบครองเป็นเจ้าของ
บางทีสิ่งเหล่านั้นอาจดูมีค่าและยิ่งใหญ่สำหรับคนคนหนึ่งที่ได้รักใครสักคน
แต่ในโลกของเหตุผล กลับสุมเสี่ยงต่อการถูกมองว่า "งมงาย"
และเข้าข่าย "หลง" ไปอีกหนึ่งกระทง เพราะอยากสนองความรู้สึกมากเกินไป
จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คน "ตาบอด"
.
"รัก โลภ โกรธ หลง" มักจะมากันเป็นลูกโซ่
แรกเริ่มได้ "รัก" นิดหนึ่ง
เมื่อเกิดรัก ก็เกิดความ "โลภ" อยากครอบครอง
พอไม่ได้ครอบครอง (เพราะโดนหลอกให้รัก) ก็เกิดความ "โกรธ" ไม่ปลื้ม
หลังจากนั้นจะมีการปลอบใจ กล่อมให้ตายใจอีกหนึ่งกระบวน เสร็จ! ทีนี้ "หลง" เลย
...เรียบร้อย ...เสียผู้เสียคนกันมานักต่อนัก
(รวมถึงคนเขียนด้วยหรือเปล่าหรือ? ไม่บอกหรอก หุหุ)
.
จะเห็นได้ว่า ความทุกข์เกิดจากจากการปล่อยใจไปกับสายลมล้วนๆ
การปล่อยให้ใจเป็นอิสระมันก็ดีอยู่ คนเราจะสบายใจเมื่อได้ปลดปล่อย
แต่จะกลายเป็นหนักหนาสาหัสเมื่อยามเจอพายุ สิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน
ดังนั้นจึงควรหาเครื่องป้องกันเพื่อความปลอดภัย
ด้วยการใช้เหตุและผลมาเป็นแกน ให้ใจได้ยึดเหนี่ยว
จัดระเบียบ "ความรู้สึก" รู้จักปล่อย รู้จักยั้ง รู้จักชั่งน้ำหนัก
กลับกัน การถือในเหตุผลมากเกินไป ก็จะบั่นทอนจิตใจ
อะไรที่มันพอดีๆ นั่นแหละคือสิ่งที่เหมาะสม
.
.
หากจะอ้างว่าคนเราเกิดมาย่อมต้องมี รัก โลภ โกรธ หลง เป็นธรรมดา
อย่างนั้นก็ไม่มีใครว่าผิด
แต่สิ่งที่จะยกระดับจิตใจคน ให้ห่างจากสัญชาตญาณดิบ
สิ่งที่แยกระดับมนุษย์ออกจากสัตว์ป่า
นั่นคือความมีสติ และดำเนินอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุและผลต่างหาก
edit @ 5 Dec 2007 21:23:18 by 7 days ago