(คำเตือน: เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โปรดใช้วิจารณญาน)
.
.
เด็กชายที่นั่งแถวหน้าหายไปจากชั้นเรียนหลายวันแล้ว
เด็กหลังห้องอย่างพวกเรามักจะชอบทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์
และบางครั้งเราก็จะเป็นผู้สร้างสถานการณ์
และหลายคราวก็ตั้งตัวเป็นหน่วยสืบราชการ
.
.
เรื่องที่ใครคนนั้นหายไปจากเก้าอี้
ได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองว่าเด็กคนนั้น "สิ้นชื่อ"
แม้จะเป็นข่าวที่เชื่อถือไม่ได้มากนัก แต่มันก็ถูกแพร่ไปจากหูสู่หู โต๊ะสู่โต๊ะ
ทั้งห้องดูเป็นกังวลเรื่องเพื่อนตาย...
"พี่เต้ยตายแล้ว??"
"ลาออกไปแล้วรึเปล่า ดูท่าทางมันขี้เกียจเรียน" ใครคนนึงตั้งสมมติฐาน
"ถ้าตาย คงมาหลอกกันบ้างแล้วล่ะ มึงชอบแกล้งมันไม่ใช่เหรอ?" ใครอีกคนปากไม่ดี
.
.
"พี่เต้ย" ไม่ใช่ชื่อเล่นที่พ่อแม่เรียก
แต่เป็นชื่อที่เพื่อนเรียกตามตัวละครในเรื่อง "ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม"
เขาไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาเหมือนพระเอก หรือดูน่านับถือเหมือนพี่ชายในเรื่องแต่อย่างใด
...เพียงแต่พี่เต้ยอายุมากกว่าชาวบ้านเขาหนึ่งปี สถานะนี้จึงต้องยกให้
.
.
โต๊ะเรียนสองตัวหลังสุดจะเป็นโต๊ะประจำตำแหน่งของหัวโจกประจำห้อง
ส่วนผมจะนั่งโต๊ะแถวถัดมา ตามประสาวัยรุ่นไม่สนใจเรียน (ในบางวิชา)
ติดหน้าต่างลับตาครู และลมโชยอย่างนี้มีหรือจะไม่หลับ ทำเลทองชัดๆ (กรุณาอย่าเลียนแบบ)
ที่สำคัญเกรงใจเด็กเรียน กลัวว่าเราไปแย่งที่ที่เขาควรจะนั่ง
.
.
เด็กหัวโจกมักชอบแกล้งพี่เต้ยเป็นงานอดิเรก
ยกมือตอบคำถามมันทำยาก ยกมือตบหัวเพื่อนล่ะเร็วปรี๊ดด
แม้จะมีโต๊ะกั้น แต่ยังพยายามปีนป่ายข้ามไหล่คนอื่นมาจนได้
บางชั่วโมงเจอครูโหดๆ แกล้งไม่ถนัดนัด
จนปัญญาเข้าจริงๆ ก็จะแหย่ด้วยคำพูดที่ดูจะไม่เป็นถ้อยร้อยเรียงนัก
"พี่เต้ย" โดนแกล้งเป็นประจำ แต่ไม่เคยโกรธเพื่อน
เช่นกัน หัวโจก นับถือพี่เต้ยเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เลยไม่คิดจะแกล้งรุนแรง
ให้มันได้แกล้งบ้าง เดี๋ยวมันจะไม่เจริญอาหาร...
.
.
พี่เต้ยหายไปนานมาก...
นานนับเดือน...
วันหนึ่ง พี่เต้ยพาตัวเองมาให้เพื่อนๆ เห็นหน้าอีกครั้ง
...หัวพี่เต้ยยังตั้งบ่าเหมือนเดิม หน่วยข่าวกรองโดนเขกกบาลไปเรียบร้อย ข้อหามั่วซั่ว
เจอพี่เต้ยครั้งนี้พวกเราตื่นเต้นกันมาก สิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นเต้น หาใช่เพราะเห็นหน้าเพื่อน
แต่เป็นของบางอย่างที่มาพร้อมกับพี่เต้ย ของสิ่งนี้ทำพวกเราพากันตื่นเต้น ตกใจ ด้วยตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่คิดว่าจะมีจริง
.
.
พี่เต้ยชูฟิล์มเอ็กซเรย์ ขนาดใหญ่กว่ากระดาษ A3 เล็กน้อย (กระดาษA3 = กระดาษA4 + กระดาษA4) ให้เพื่อนๆ ดู
ผมรู้ว่ามันเป็นฟิล์มเอ็กซเรย์ช่องท้อง นั่นเพราะเห็นรูปซี่โครงบานๆ ฟ้องอยู่
แน่นอนว่าภาพซี่โครงพวกเราเคยเห็นมาแล้วจากหุ่นในห้องวิทย์ฯ
แต่เจ้าตะปูขนาดสามนิ้วตัวนั้น เขาไปนอนขดอยู่ในท้องได้อย่างไร
มิใช่ว่าพี่เต้ยรับประทานตะปูแทนที่จะกินตับ เพื่อต้องการธาตุเหล็กหรอกหรือ???
.
"ผมอ้วกออกมา 5 ตัวแล้ว หมอยังคิดว่าผมกินตะปูเข้าไป คิดดูสิคนบ้าที่ไหนจะกินตะปู ยิ่งตะปูเป็นสนิมใครจะกินลง"
แล้วมันเข้าไปอยู่ในท้องได้อย่างไรตั้ง 5 ตัว?
"มันไม่ได้เข้าไปหมดทั้ง 5 ตัวหรอก แต่มันเข้าไปทีละตัว ทีละตัว"
"ตอนแรกผมปวดท้องมาก แม่พาไปหาหมอ เอ็กซเรย์ดู จึงเห็นว่าตะปูอยู่ในท้อง หมอจึงพยายามให้อ้วกออกมา"
แล้วมันออกมายังไง ไม่เจ็บหรือ?
"เจ็บแทบตาย"
.
ตะปูที่พี่เต้ยอ้วกออกมา จะถูกแทนที่ด้วยตะปูตัวใหม่เรื่อยๆ บางตัวเป็นของใหม่จากร้านอาแปะ บางตัวสนิมเขรอะยังกะถอนมาจากไม้คอกไก่
...พี่เต้ยโดนของเข้าแล้ว...
ว่ากันว่าเป็นฝีมือหมอแขก หมอแขกมีวิชาอาคมแก่กล้า คงคล้ายผีแขกที่เขาว่าเฮี้ยนนัก
เรื่องเสกของเข้าท้อง เคยได้ยินแต่คำเล่าขาน เห็นแต่ในหนังในละคร ไม่คิดว่าจะเจอของจริงอย่างนี้
พี่แกดูผอมแห้ง อิดโรย เหมือนคนโดนของจริงๆ ...ใครหนอช่างใจโฉด
แค่นี้ก็น่าสงสารพอแล้วกับการต้องรับเคราะห์จากเรื่องที่ตัวเองไม่รู้อีโหน่อีเหน่
.
.
พี่เต้ยกลับมาเรียนอีกตามปกติอีกครั้ง
แต่ก็แค่สองสามวัน แล้วแกก็หายไป
หน่วยข่าวกรองวิ่งมากระหืดกระหอบ
...พี่เต้ยโดนของเข้าอีกแล้ว!!
คุณพระช่วย!!
กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พี่เต้ยกินตะปูไปเสียสิบกว่าตัว มากพอที่จะเอาไปตอกม้านั่งได้สักตัว
เดชะบุญ ที่อยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้
.
.
จากประสบการณ์เลวร้ายวัยเด็ก ทำให้พี่เต้ยเข้มแข็งขึ้น
"รู้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นจอมขมังเวทย์แล้ว เสกของเข้าท้องได้เหมือนกัน"
พี่เต้ยพูดจบ พลางกางแขนไปโอบไหล่สาวน้อยที่นั่งข้างๆ ที่ย้อมสีหน้าเสียแดงก่ำด้วยความเขินอาย
edit @ 5 Dec 2007 21:24:37 by 7 days ago

.
.
พี่เต้ย ย ย ย
#1 By ♪ isolate on 2007-05-14 18:19