โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ - ไม่รู้ที่มาของวลีนี้
(เกือบ) ทุกอย่างต้องใช้เงินแลก - นี่ก็ไม่รู้ที่มา
.
ยุคสมัยนี้ การได้รับน้ำใจจากคนอื่น เปรียบประหนึ่งหยดน้ำจากโอเอซิส (น่าเอาไปตั้งชื่อน้ำดื่ม "น้ำดื่มโอเอซิส" สดชื่น ดับกระหาย อิ่มอร่อย สมการรอคอย)
.
คนเมืองไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความพอเพียง ขณะที่กระแสทุนโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง และสิ่งเหล่านั้นช่างเย้ายวน
.
เมื่อแข่งกันขาย แข่งกันซื้อ เปิดช่องทางให้พ่อค้าหัวใส (แต่สมองไม่กลวง) เก็งกำไรได้ตามใจชอบ สร้างสินค้าให้เป็นแฟชั่น ...
.
แน่นอน! กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น (อย่างที่ใครบางคนอยากให้เป็น) เมื่อเป็นอย่างนั้น คนที่ไม่อยากตกรถไฟ (ตกเทรนด์---เอ้า ฮากันเข้าไป) ก็ย่อมต้องวิ่งหาแฟชั่นเหล่านั้นมาแขวนคอไว้ พลางยิ้มหน้ารื่นว่ากูเป็นคนทันสมัย และเป็นที่ยอมรับของสังคม
.
ด้วยความที่อยากเป็นคนอยู่ในรถไฟ(อินเทรนด์ ---- จะเอาฮาไปถึงไหน) บางครั้งก็เป็นที่มาของปัญหาสังคม อาชญากรรมที่เห็นๆ อยู่ทุกวันส่วนใหญ่ก็เข้าข่ายนี้
.
ช่วยไม่ได้ที่ทุนนิยมดันแผ่กระจายครอบคลุมไปถึงผู้ที่ไม่พร้อมสำหรับการแข่งขัน แต่ในเมื่อต้องอยู่ในสังคมเดียวกัน ไม่มีใครที่อยากจะถูกคนรอบข้างปล่อยให้โดดเดี่ยว
"กระแสน้ำไหลไปทางไหน ใบไม้ก็ต้องลอยตาม"
.
หากจะหาต้นตอ ไม่ต้องไปไหนไกลลองมองใกล้ๆ การสร้างค่านิยมการบริโภคก็มาจากครอบครัวเรานี่เอง อาจจะไม่รู้ตัวว่าถูกกลืนเข้าไปตอนไหน นั่นเพราะเราอยู่ในท้องของมันตั้งนานแล้ว...
.
.
.
.
เมื่อเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง คนก็สามารถขายได้ทุกอย่างเพื่อเงิน
edit @ 5 Dec 2007 21:28:37 by 7 days ago