ในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับภาษาต่างประเทศ
อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ทั้งใกล้ตัวและไกลตัวล้วนแปะชื่อยี่ห้อเป็นภาษาอังกฤษ
แม้ว่ามีสินค้าจำนวนไม่น้อยที่มีสัญชาติไทย แต่เพื่อต้องการเป็นที่ไว้วางใจและยอมรับจากผู้บริโภค จำเป็นต้องตั้งชื่อเป็นภาษาสากล
.
คนไทยให้ความเชื่อถือฝรั่งมากกว่าคนชาติเดียวกัน แม้จะเป็นคนไทยด้วยกัน แต่การใช้ภาษาไทยสื่อสารระหว่างกัน จะไม่ได้รับความเชื่อถือ
แต่หากแปลงเอาคำไทยนั้นมาพูดเป็นภาษาฝรั่ง เจ้าคนฟังกลับให้ความเชื่อถือ ดั่งเป็นวาจาสิทธิ์ ...ทั้งที่มันก็ไม่รู้ความหมาย
.
จะมีใครเชื่อบ้างไหม?
หากผมจะเปิดเผยสินค้ายี่ห้อหนึ่ง ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งคุณอาจคิดไม่ถึง
.
ย้อนกลับไปในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นช่วงที่สยามประเทศเริ่มเปิดรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา
หนึ่งในนั้นก็คือกล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่เชื้อพระวงศ์
ขณะที่มีการเล่าขานอย่างน่าสะพรึงกลัวว่า หากใครโดนถ่ายรูป จะต้องม้วยมรณา เนื่องเพราะคิดว่าเจ้ากล้องถ่ายรูปนั้นคือเครื่องดูดวิญญาณ
เหล่าเสนาอำมาตย์ คหบดี ต่างพร้อมใจกันแกล้งป่วย ในวันที่ช่างภาพยกกล้องไปบันทึกภาพเหล่าผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท
.
"นิกร" ข้าราชบริพารหนุ่ม นึกสมเพชบรรดาเศรษฐี ผู้เปี่ยมด้วยยศศักดิ์ แต่ขาดแคลนความรู้พวกนี้
อันที่จริงในตอนแรกเขาก็นึกกลัวเครื่องดูดวิญญาณเหมือนกัน แต่จากการได้รับมอบหมายจากเบื้องสูงให้คอยติดตามรับใช้คณะช่างภาพจากตะวันตก
ทำให้นิกรได้เรียนรู้วิธีและขั้นตอนการทำงานของกล้องถ่ายรูป จากความสนใจ กลายเป็นความชอบ และถึงขั้นหลงใหลในที่สุด
ด้วยความโชคดี และสอดคล้องแนวทางการพัฒนาประเทศสู่วิถีตะวันตกมากขึ้น
นิกรได้รับอนุญาตจากเจ้านายให้เดินทางติดตามคณะบันทึกภาพกลับสู่ประเทศตะวันตก เพื่อศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยนำกลับมาพัฒนาประเทศ
ประสบการณ์จากการเดินทางไปในหลายประเทศทั่วยุโรป ได้เพิ่มพูนความรู้และวิทยายุทธ์แก่นิกรไม่น้อย
นอกจากวิชาถ่ายภาพแล้ว นิกรยังสนใจเรื่องกลไกของกล้องถ่ายภาพไม่แพ้กัน จนได้ร่วมเป็นแกนนำในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพกับทีมงานจากฝรั่งเศส
ด้วยความที่เป็นคนมีความสามารถ ชื่อเสียงของนิกรเป็นที่แพร่หลายในวงการอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง จนกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด
.
นิกรกลับมาสยามสองครั้งในช่วงสามปีแรก โดยนำลูกศิษย์ทั้งที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศ และนักเรียนฝรั่งเอง มาเป็นตัวแทนเผยแพร่วิทยาการตะวันตกสู่สังคมไทยแทน
ขณะที่ตัวเขาได้พบรักกับสาวชาวเยอรมัน และกลับไปตั้งรกรากที่นั่น โดยเปิดบริษัทรับถ่ายรูป และรับซ่อมเพื่อหาเลี้ยงชีพ
หลังใช้ชีวิตเจ็ดปีในต่างแดน นิกรและทีมงานได้ผลิตกล้องรุ่นแรกของตัวเองออกขายสู่ตลาด แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก
ธุรกิจของเขาล้มลุกคลุกคลานหลายครั้ง ทั้งรุ่งเรือง และรุ่งริ่ง ทั้งป็นเศรีษฐี และเป็นลูกหนี้
แต่กระนั้นก็ยังฝ่าฟันมาได้ จากโรงงานเล็กๆ ขยายเป็นโรงงานใหญ่ ขยายปีกสาขาไปยังต่างประเทศ มาแรงจนหยุดไม่อยู่
.
นิกรเสียชีวิตหลังจากดูแลกิจการมาร่วมสี่สิบปี ลูกชายทั้งสามคนช่วยกันบริหารบริษัทต่อจากพ่อ
ขณะที่ลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานกับลูกชายของเจ้าของบริษัทคู่แข่ง และภายหลังก็โดนรวบกิจการเข้าด้วยกันในที่สุด(แผนนี้แยบยลและได้ผลดีจริง)
.
จวบจนปัจจุบัน สินค้าของนายนิกรได้แพร่หลายครอบคลุมไปทั่วโลก ในฐานะผู้นำของวงการที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงรายหนึ่ง
ขณะที่คนบริโภคอย่างเราๆ จะพอทราบที่มาบ้างหรือไม่
ว่าตัวอักษรอังกฤษ 5 ตัวที่แปะอยู่หน้ากล้องนั้น
เป็นชื่อของชายไทยคนหนึ่งผู้ที่มีความรักในการถ่ายภาพอย่างแรงกล้า และมีความมานะอย่างสูงในการคิดค้น
.
พอจะนึกชื่อสินค้าออกแล้วใช้ไหมครับ ว่าเป็นยี่ห้ออะไร
...ส่วนใหญ่เขาก็ตั้งชื่อตามชื่อผู้ก่อตั้งบริษัทนั่นแหละครับ
.
.
.
"บทความนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง อันเกิดจากความทะลึ่งของผู้เขียนเท่านั้น "
edit @ 5 Dec 2007 21:30:42 by 7 days ago
(เชื่อใจเพื่อนครับ)
เซ็งจัง