คิดจะเว้นวรรคตัวเองออกจากโปรแกรมเดินทางสักระยะ แต่กลับเหมือนจะต้องชะตากัน เมื่อได้รับสายจากปลายทางขอความช่วยเหลือ
เลี่ยงไม่ได้ ผมแพ็คกระเป๋าอีกครั้ง ทิ้งรังนอนอีกหน มุ่งหน้าสู่อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
.
ความเร็วระดับ 2,5oo แรงหอยทาก (ไม่ใช่แรงม้า) กินเวลาร่วม 10 ชั่วโมงที่รถปรับอากาศชั้น 1 พาผมไปถึงตัวเมืองระนอง (พะโต๊ะอยู่เขตชุมพร แต่ไปต่อรถที่ระนองหรือหลังสวนก็ได้)
ออกจาก กทม. สามทุ่ม เท้าแตะพื้นระนอง เจ็ดโมงเช้า หากไม่เห็นกับตาว่ามันคือรถปรับอากาศชั้น 1 คงคิดว่านั่งโฟล์คเต่า
.
เจ้าบ้านมารอรับผมที่ขนส่งระนอง หลังกระบะรถยามเช้า สามารถกวาดสายตามองได้แบบพานอรามา ท่ามกลางขุนเขา และละอองหมอกที่ชะล้างคราบความอ่อนเพลียบนใบหน้า
รถพาผมวิ่งแหวกเข้าไประหว่างอ้อมกอดของเทือกเขา บนพื้นที่สูงชันเป็นที่อยู่ของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ส่วนเนินเขาต่ำจะถูกแทนที่ของทิวต้นปาล์ม จินตนาการอย่างสนุกสนานว่าเป็นต้นเต่าร้างในยุคจูราสสิค
งานของผมครั้งนี้คือการเที่ยว (อีกแล้ว) จะเรียกว่าท่องเที่ยวเชิงวิชาการหรืออะไรก็ว่าไป แต่รับรองว่าไม่ไร้สาระ แม้มันจะดูคล้ายมากก็เถอะนะ
อำเภอพะโต๊ะขึ้นชื่อเรื่องล่องแพ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก่อนหน้าผมมาเยือน มีเทศกาลล่องแพ และกินฟรี พลาดเสียได้น่าเสียดายมากที่สุด แต่ถึงอย่างไร ทริปนี้ผมก็ได้กินฟรีอยู่ดี อิอิ
หลังกระเพาะทำหน้าที่ย่อยอาหารมื้อเช้าไปได้สักพัก คณะทัวร์เฉพาะกิจก็เริ่มตั้งรูปขบวน เดินทางข้ามฟากถนนสู่แม่น้ำหลังสวน คนขึ้นรถกระบะ แพขึ้นรถหกล้อ คนไปถึงก่อน รอแพอยู่ครึ่งชั่วโมง ทำไมไม่มาสักที
สักพักมีเสียงโทรศัพท์มาบอกว่าแพรออยู่อีกท่าน้ำหนึ่ง กรรม!! คนกับแพไปกันคนละทาง
.
ผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพขณะล่องแพ ซึ่งถือว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกล้องเป็นอย่างมาก เล่นเอาทุกลักทุเลระดับปานกลางถึงมาก ...เง้อ!!!
.
เคลื่อนขบวนนำโดยพันท้ายหน้าโหด
.
เจอไปหลายแก่ง พี่โหดเริ่มออกอาการ
.
ง่ะ ไม่โหดแล้ว
.
ลำของหัวหน้าทีมเสียหลักเล็กน้อย แต่ยังวางฟอร์ม
.
สายน้ำเย็นสงบนิ่ง
.
ใจยังรุ่มเร้า ด้วยอุปกรณ์สันทนาการ
.
สายตายังไม่เห็นปลายทาง แต่ความรู้สึกถึงที่หมายแล้ว
.
จอดแวะจับกระรอกริมตลิ่ง
.
เกิดจากสายน้ำ ตายกับสายน้ำ
.
เห็นภาพข้างบนจับปลาได้ ทีมเราขอโชว์บ้าง บุ๋งๆๆ
.
ยังไม่ถึง 1 นาที เจอน้องกุ้งผู้โชคร้าย
.
กระยางขาวลาดตระเวนบนผิวน้ำ หาปลามาสังเวยกระเพาะ
.
หน่วยรักษาความปลอดภัยยิ้มแฉ่งอยู่บนฝั่ง โบกมือทักทายคนผ่านทาง
.
แวะชมถ้ำผีเสื้อขาว ที่นายหัวโม้ว่าเป็นที่เก็บทองของทหารญี่ปุ่น (ดันมีคนเชื่อแฮะ)
.
ถึงที่หมายเสียที
เส้นทางล่องแพช่างยาวไกล กินเวลาไปร่วม 4 ชั่วโมง "สายน้ำเย็น ใยต้องรีบร้อน" แต่ที่เราพ่ายแพ้คืออากาศร้อนนั่นเอง ภาคใต้มีแค่แดดกับฝน ลองเลือกเอาสักอย่างก็แล้วกันครับ
.
ขึ้นจากน้ำ มุ่งเข้าป่า ค้นหาต้นน้ำของแม่น้ำหลังสวน สภาพป่าที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์
ในภาพเป็นต้นทุเรียน อายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี นายหัวเราคุยทับอีกว่า ต้นนี้เกือบห้าร้อยปี
เง้อ!!
.
ไต่ตามโขดที่ลื่นและอันตราย อย่าประมาทเชียว ผมลื่นล้มจนเกือบเสียกล้องไปแล้ว
.
ข้างหน้าเป็นป่ารกชัฏ เราหยุดแค่นี้ แต่ก็เพียงพอและคุ้มแล้ว
.
จบทริปด้วยการแคมปิ้งบนหาดริมแม่น้ำ อาหารสดๆ จากพรานล่าปลามือฉมัง เสบียงหมดสั่งได้ เสิร์ฟให้ทันที
.
สองสาวนั่งทอดอารมณ์ (ทำไมไม่ไปทอดปลาฟะ?)
.
ปลาย่างเนื้อนุ่ม แกล้มวิสกี้รสดี ริมนที ยามราตรีอาบแสงดาวเดือน
.
ประทับรอยเท้า ประทับใจ
ประทับแรมไพร ประทับผืนดิน
ประทับความสุข อยู่เป็นอาจิณ
ประทับทุกทั่วถิ่น ที่ได้ไปเยือน
edit @ 5 Dec 2007 21:31:18 by 7 days ago
อุปกรณ์สันทนาการพี่ ระวังชวนตกน้ำได้เลยนะคะ