ก่อนตะวันจะลับฟ้า

เบื้องหน้า คือผืนทะเลที่ฉาบด้วยสีทอง

ชั่วไม่นานผ้าห่มสีม่วงก็ค่อยๆ คลุมทับแสงส้ม

ใกล้เพลาที่นางพญาแห่งรัติกาลจะออกมาให้ยลโฉม

.

.

 .

.

.

.

บนเกาะที่คราคร่ำครึกครื้นจากผู้มาเยือน

ทันทีที่ตะวันลับหาย งานเลี้ยงจะเริ่มบรรเลง

เสียงตะโกนป่าวร้อง การเสพสุข และร่ายรำ

กลบเสียงคลื่นให้สูญหาย ประหนึ่งการบูชายัญแก่เทพธิดาแห่งดวงจันทร์

.

.

.

.

.

.

ก่อนตะวันจะลับฟ้า

บนหาดทรายที่ไร้นาม

ซากเรืออัปปางสถิตย์อยู่อย่างไม่รู้เวลา

สิ่งมีชีวิตในปริมณฑลมิได้รู้ซึ้งถึงการเฉลิมฉลอง

.

ชั่วเพียงไม่นานที่ความมืดปกคลุมท้องทะเล

เบื้องบนคล้ายเพียงผ้าห่มผืนใหญ่ที่เปียกโชก

หยาดน้ำตาแห่งราตรี -รัชนี นางพญา

พลันพรั่งพรู คล้ายมิยอมรับรู้ถึงพิธีกรรมการบูชา

.

.

.

.

.

 .

แด่เธอ

...จันทร์ข้ามแรม

 

เป็นวิถี ชีวิต ในงานศิลป์

เป็นพาณิชย์ ทำกิน ตามประสา

เป็นงานวิจิตร บ้างหยาบกระด้าง อย่างทำมา

แปลงจากดิน เป็นสินค้า น่าชื่นชม

.

เกิดจากภูมิ ปัญญา ที่ถ่ายทอด

เกิดจากราก ซอนซอก ดินทับถม

บรรพบุรุษ ผ่านรุ่นหลาน กาลนิยม

ควรชื่นชม เสน่ห์ศิลป์ แผ่นดินไทย

.

.

.

.

.

 

.

.

.

.

.

 

.

.

 

.

 


วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ รายการทีวีทำเอาผมหัวเสีย
กดปุ่มทุกช่อง ล้วนแต่เต็มไปด้วยหนังจีน หนังเกาหลี รายการไทย (ก๊อปปี้เกาหลี)
ถ้าพูดถึงความสำเร็จด้านกระแส เชื่อว่าอย่างไรเทรนด์เกาหลีก็หาวันตกต่ำได้ยาก
เช่นเดียวกับเพลงเกาหลีที่ฮิตติดหูจนแทบจะไม่มีใครเอ่ยถึงเพลงฝรั่ง
.
อาการหัวเสียของผมเกิดจากความดัดจริตตามแนวคิดอนุรักษ์นิยม
ผมเคยบริโภคสื่อเกาหลีจากภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ที่เข้ามาฉายในไทย
ซึ่งตอนนั้นก็จัดอยู่ในประเภทคนชอบหนังเกาหลี แต่พอนานวันเข้า มันเยอะเกินไป
จนทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าในผังรายการของแต่ละช่องจะแทรกไปด้วยวัฒนธรรมต่างชาติมากจนเกินไป
และผมเริ่มก็ชังอะไรที่มันเกาหลีไปแล้ว (ขออภัยแฟนเกาหลีนะครับ)
.
ลีซาน จูมง จามอง จงอาง จามรี ฯลฯ เป็นซีรี่ย์ที่ช่อง 3 นำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
และก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อนที่เคยดูเขาบอกว่าหนังพวกนี้มีเนื้อหาที่มีสาระเพียบ
ผมไม่มีโอกาสได้ดูจึงยังไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้ และไม่สามารถติชมอะไรได้ทั้งสิ้น
แต่เมื่อมองจากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมอยากดูละครไทย รายการไทย ที่มันมีสาระเพียงพอ
เพียงพอที่จะให้ช่องต่างๆ นำเข้ารายการจากต่างชาติน้อยลง
.
ถ้ามองในแง่ของการตลาด ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายการต่างชาติสามารถเรียกรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
แต่หากมองในมุมของเจ้าของสื่อ เจ้าของสถานี นอกจากการหารายได้แล้ว ก็ควรมีจิตสำนึกอีกอย่าง
นั่นคือการหันมาลงทุนพัฒนา หรือส่งเสริมให้ผู้ผลิตรายการในประเทศได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ
ซึ่งหลายคนก็คงมีความเชื่อมั่นว่า คนไทยมีความสามารถมากกว่าการก๊อปปี้ หรือขายของให้คนอื่น
.
ผู้ผลิตละคร และรายการไทยยังดูถูกผู้ชมอยู่หลายราย
ซึ่งผู้ชมอาจจะมีทั้งถูกใจ และไม่ถูกใจ แต่อย่างไรก็ไม่เห็นมีพัฒนาการ
ผมชื่นชมหลายรายการของเวิร์คพ้อยท์ แต่เกลียดรายการของผู้ผลิตรายอื่นที่ยังมีแต่ตลกไร้สาระ
ส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่าความบันเทิงต้องมาเป็นอันดับแรก แต่กระนั้นก็อย่าละเว้นสาระประโยชน์
.
.
การศึกษาสามารถยกระดับของคน คนก็จะพัฒนาประเทศต่อไป
แต่ก็อย่ามองเพียงแค่การศึกษาในตำราเท่านั้น
ผมเชื่อว่าศักยภาพของสื่อในปัจจุบันมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าอาจารย์ในห้องเรียน
การหยิบเอาจุดแข็งของสื่อมาใช้ในเชิงการศึกษาที่สอดแทรกไปกับความบันเทิงไม่น่าจะทำยาก
นั่นหมายความว่าต้องปรับกันในเชิงนโยบาย พร้อมๆ กันทั้งระบบ
.
ซีรี่ย์เกาหลีผลิตขึ้นมาเพื่อกระตุ้นกระแสความเป็นชาตินิยมของเขา
หาใช่แต่ชาวเกาหลี คนไทยไม่น้อยก็ยังให้ความนิยมในเกาหลี
แทนที่คนไทยจะสร้างสื่อขึ้นมาเพื่อกระตุ้นความนิยมในชนชาติตัวเอง ใยจึงเฉยเสีย
สูตรสำเร็จจากเกาหลี ควรที่จะนำมาศึกษา และสร้างสรรค์ผลงานของไทยขึ้นมาเอง
หรือว่าจะทำได้เพียงละครตบตี และรายการที่มีแต่มุขตลกไปวันๆ
.
มองสื่อ...มองสังคม สองส่วนนี้มักแปรผันตรงกัน
สังคมไทยที่ปั่นป่วนอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสื่อที่ไร้ประสิทธิภาพ
มองที่ผู้เจ้าของสื่อ...เป็นไปในลักษณะยัดเยียดเนื้อหา บิดเบือน มุ่งผลประโยชน์
มองที่ผู้บริโภค...จำใจรับข้อมูล ขาดความรู้เท่าทันสื่อ ขาดการใตร่ตรองในการรับข่าวสาร
.
ผลประโยชน์จากธุรกิจสื่อมีมหาศาล
ตั้งต้นที่ผู้กุมอำนาจบ้านเมือง ลงท้ายที่ใดก็มิทราบ
ไม่ใช่เรื่องยากหากจะแกล้งทำเป็นเฉย หรือทำเป็นหน้าตาปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
ในเมื่อธุรกิจสื่อ นำมาซึ่งรายได้ และฐานอำนาจ
การที่จะหาเรื่องพัฒนาสื่อเพื่อตัดแขน ขา ตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี
.
.
เมื่อเป็นเช่นนี้
...ใครเล่าจะอยากปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม จริงไหมครับ?

1

อาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยให้นิยามของสภาพอากาศแถบด้ามขวานไว้ว่า
"ฝนตกจนภูเขาละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น"
ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการกล่าวที่เกินเลย มันเป็นเช่นนั้นจริง
...โดยเฉพาะในฤดูฝนอันยาวนาน
ฝนแปด แดดสี่ ...ไม่ได้มีแค่ที่ระนอง!!
.
ผมถือกำเนิดในแถบนั้น และได้รับอิทธิพลของฝนตั้งแต่แรกเกิด
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคนรุ่นใหม่(กล้าพูด)ที่คลอดด้วยวิธีโบราณ
ผมไม่เคยอายที่จะบอกว่าผมเกิดในครัว ด้วยความช่วยเหลือของหมอตำแย
แม้ในตอนเด็กๆ ผมเคยคิดว่ามันไม่ค่อยเท่สักเท่าไร
แต่ถึงอย่างไร ผมก็ไม่เคยหนาวสั่น ด้วยอานุภาพแห่งอ้อมแขนที่ตระกองกอด
.
.


2

หมดเวลาของฤดูฝน...
ผ่านเดือนธันวาคมมาแล้ว ไม่มีแม้ซุ่มเสียงแห่งลมหนาว
นับเป็นปีแรกที่ผมไม่ได้อินกับเพลง "ลมหนาว" หรือ "หนาวนี้"
จะแปลกใจไปทำไม ในเมื่อผมไม่ยอมเดินขึ้นไปบนสันขวานเพื่อสัมผัสบรรยากาศนั้น
แต่อย่างไรเสีย เสียงเม็ดฝนทางตอนใต้ไม่น่ารังเกียจ ในเมื่อมีกลิ่นไอดินให้ชื่นใจ
.
หลายคนคงแปลกใจกับเมฆฝนที่พลัดหลงเข้ามาในช่วงนี้
แว่วว่าเพราะอิทธิพลของความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน
จะว่าไป ประเทศเราก็อยู่ใต้ร่มปีกของจีนมาตั้งแต่ยุคชามสังคโลก
ไม่เว้นแม้แต่อิทธิพลของสภาพอากาศ ...จีนจงเจริญ!!
.
.


3

7 วันที่แล้ว...ใครหลายคนตั้งเป้านับหนึ่งไปพร้อมกับก้าวแรกของศักราช
ส่วนตัวผมแอบยกมือสาธุกับข้อความอวยพรทุกข้อความ
แต่คำอวยพรที่เป็นจริงได้มากที่สุด นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องเป็นคนกำหนดเอง
โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ "สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องทำเอง"
.
มีข้อความหนึ่งที่โดนใจเป็นพิเศษ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ส่ง
"ขอให้คุณมีหัวใจที่แข็งแรงพอ ที่จะรับได้ทั้งความสุขและความทุกข์"
จริงแท้แน่นอน! ชีวิตคนเราต้องเจอทั้งเรื่องที่ดีและร้าย
การยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง น่าจะนับได้ว่าเป็นก้าวเล็กๆ ของความกล้าหาญ
.
.
เดิน...
...เดินไปด้วยกัน
...หวังว่าเราจะแข็งแรงพอ

.

.

 

ภาพ : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

ความยาว 5.450 กิโลเมตร ยาวที่สุดในประเทศไทย

ดูภาพอื่นๆ ในอัลบั้มที่ http://7daysago.multiply.com/photos/album/38/38

ปล่อยให้ความว่างเปล่าปกครองดินแดนแห่งนี้อยู่ 1 เดือนเศษ

ยาวนานยิ่งกว่าการออกไปแสวงบุญคราวนั้น...

หลังการกลับมาจากการเร่ร่อนอยู่ข้างนอกนั่น

ผมจินตนาการถึงชั้นฝุ่นที่ทับถมบนพื้นบ้านหนา 2 นิ้ว

.

การณ์กลับไม่เป็นดังคิด

เมื่อเปิดประตูเข้ามา ผมเห็นรอยเท้าที่เหยียบย่ำนับไม่ถ้วน

ฝุ่นไม่หนาอย่างที่คิด เพราะมีการเคลื่อนไหวภายในบ้านอยู่บ้าง

มีแขกแวะเวียนเข้ามาเสมอ ในตอนที่ผมไม่อยู่

อาหารแห้งถูกหยิบไปกินบ้าง เนื่องจากการขาดแคลนของสดใหม่มานานเกินควร

มีคนมาเปิดประตูบ้านผมทุกวัน ...แต่ผมไม่อยู่ แหะๆ

.

ร่อนเร่มาแรมเดือน...

เส้นทางสัญจรพาดผ่านกันไปมา หลับนอนไม่เป็นหลักแหล่งนัก

เหมือนสนุกกับการได้เปลี่ยนที่ไปทุกๆ 2 วัน

แต่ด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย วันหนึ่งโรคร้ายก็คุกคาม

เดชะบุญที่ยังเอาตัวรอดมาได้

.

.

ที่ผ่านมา ผมเคยทะนงในความหนุ่มแน่นของตัวเอง

ไม่มีครั้งไหนที่ต้องเจ็บป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

แต่แล้วกลับรู้ซึ้งถึงสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย

แม้ภูผายังกร่อนได้ด้วยแรงลม คนคงกระพันก็คงหามีไม่

.

บางสิ่งที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งมันก็ไม่สามารถเห็นได้ในทันที

เฉกเช่นภาวะโลกร้อนที่นับถอยหลังเป็นระเบิดเวลา รอเมื่อไรเท่านั้น

สุขภาพคนเราก็ไม่ต่างกัน อย่างผมเองเริ่มมีปรากฏการณ์สึนามิเตือนตัวเองบ้างแล้ว

ถึงจะเป็น "คนใช้ชีวิต" กระันั้นก็อย่าลืม "ถนอมชีวิต" ไว้ใช้นานๆ

.

.

นก ไม่ได้บินตลอดเวลา

ม้า ไม่ได้วิ่งทุกนาที

.

.

ผมบันทึกภาพนี้ไว้เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ต้นไม้ใกล้กัน ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน

ต้นหนึ่งมีดอกสีชมพูเต็มต้น อีกต้นไม่มีแม้แต่ใบ

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

ฤดูกาลหาได้ทำให้สรรพสิ่งคล้อยตามไปในทิศทางเดียวกันไม่

.

กลับกัน! สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการแตะมือกันสับเปลี่ยนหน้าที่

คุณไม่อาจสดใสอยู่ได้ทุกฤดูกาล บางวันก็ต้องโรยราอย่างดูไม่ได้

แต่โลกใช่ว่าจะหยุดรอ มันยังขับเคลื่อนไปได้ด้วยปัจจัยอื่น

แล้ววันหนึ่งคุณก็จะกลับเข้ามาอยู่ในวงจรอีกครั้ง

.

บางทีคนเราก็อาจจะมีฤดูกาลเป็นของตัวเอง

.

*ออกตัว

การเรียบเรียงถ้อยคำในเอนทรี่นี้อาจดูสับสนไปบ้าง

เนื่องจากเครื่องในยังไม่เข้าที่

แต่ก็หวังว่าพอจะมีอะไรให้เก็บไปแทะกินได้บ้างตามสมควร

ตะโกลา in Bang! Bang!

posted on 02 Nov 2009 16:15 by a7day  in travel

ตะโกลา คือ เมืองท่าสำคัญฝั่งทะเลตะวันตกตอนใต้เมื่อ 2 พันปีก่อน

พ่อค้าอาหรับใช้แม่น้ำที่ตัดผ่านตะโกลาไปยังเมืองไชยา เพื่อขนส่งสินค้า

ด้วยเมืองนี้สมบูรณ์ด้วยเครื่องเทศ อินเดียจึงให้ชื่อว่า "ตักโกละ" แปลว่า กระวาน (เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนไม่เคยรู้จัก)

สาเหตุที่นอกเหนือ เมืองนี้มีสินแร่ดีบุกมากมาย นามเรียกขานจึงเปลี่ยนไป
.

"ตักโกละ" เพี้ยนเป็น "ตะโกลา" และเพี้ยนมาเป็น "ตะกั่วป่า" ในที่สุด

เหมือนที่ "ภูเก็จ" เขียนเพี้ยนเป็น "ภูเก็ต"
.

ตะโกลา มีสถาปัตยกรรมร่วมสมัยกับ อาคารบนถนนถลางในเมืองภูเก็จ

"ชิโน-โปรตุกีส"


แต่ที่นี่ดูขลังกว่า ด้วยความเก่าแก่ที่ยังไม่ผ่านการศัลยกรรม
.
ความตั้งใจแรกคือไปถ่ายรูปเมืองเก่า

แต่ความไม่ได้ตั้งใจกลับเจอเทศกาลกินเจ

หลงตัวไปว่าเจ้าบ้านเฉลิมฉลอง ด้วยเรามาเยือน ฮา...
.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

มีภาพอื่นๆ อีก(ที่ชัดกว่า) คลิกตรงนี้

ช่วงที่อิทธิพลของพายุก่อความเสียหายต่อบางพื้นที่

ช่วงเวลาเดียวกัน - ราวกับความชั่วร้ายที่หมุนอยู่ในลมวนนั้นถูกส่งมาถึงผม

หากหมอดูเรียกบาปเคราะห์นั้นว่าพระเสาร์แทรก ผมก็ไม่อยากออกความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

"ตุลาอาถรรพ์" ตามบันทึกความจำ แต่ละปีในช่วงนี้มักแย่ที่สุด

ไม่อยากจะปักใจเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่ก็ไม่ลืมบันทึกไว้อีกปีสำหรับเดือนตุลาคม

.

ผมไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะงมงายอยู่กับสถิติบ้าบอพวกนี้

แต่หลายครั้งที่มันกลับเป็นข้อมูลเพื่อช่วยเสริมในการตัดสินใจทำบางเรื่อง

อย่างน้อยที่สุด ผมก็พอจะคาดเดาทิศทางของปรากฏการณ์ได้

นอกจากนั้นก็ยังหวังว่ากรรมดีที่เคยทำ พอจะปรามพระเสาร๋ให้เบามือ

.

.

นี่แหละชีวิต เราเป็นเพียงวิญญาณที่อาศัยร่างเขาอยู่

บางคราววิญญาณเจ็บ แต่กายกลับมองด้วยแววตาซ้ำเติม

ครั้นกายเจ็บ วิญญาณช่วยปลอบประโลม

ความจริงผมควรจะรักษาสมดุลในส่วนนี้เสียก่อน

.

ผมมองว่าชีวิตคือการเรียนรู้

ห้องเรียนของผมไม่เคยมีตำแหน่งตายตัว

ถึงแม้จะสอบไม่ผ่านแต่ผมก็ได้เลื่อนชั้นทุกปี ทุกปี

นั่นจึงทำให้ผมไม่เคยรังเกียจการสอบตก - อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันผิด

.

.

อย่างไรก็ตาม เมื่อฝนบนฟ้าเริ่มขาดเม็ด กลไกธรรมชาติจะฟื้นตัวจากความชะงักงัน

หญ้าอ่อนเริ่มแตกใบเขียวบนดินนุ่นชุ่มน้ำ ยั่วน้ำลายโคทุกเพศทุกวัย

นึกอิจฉาความสดใสของใบหญ้า มองตัวเองคงทำตัวห่อเหี่ยวจนเกินไป

เอาน่า วงจรชีวิตมนุษย์ย่อมเนิ่นนานกว่าต้นหญ้า ต้องใช้เวลาสักหน่อย

...เอาละ เริ่มรู้สึกแล้วว่ามีบางอย่างภายในเริ่มขับเคลื่อน

.

.

.

ห้องน้ำอยู่ไหนน!!

ล้วงคองูเขียว

posted on 10 Oct 2009 00:34 by a7day

ยามที่ผมหลับไหล

ใครคนหนึ่งย่างกราย

มืดมน ไร้แสงไฟ

ภัยร้ายใกล้เข้ามา

 ๑

ยามที่ผมหลับลึก

ข้าศึกเยื้องยาตรา

แสงไหนจะส่องหา

นิทรา ราตรีกาล

 ยามที่ผมหลับฝัน

ยามนั้นฝันแสนหวาน

หารู้มีภัยพาน

รัตติกาลนานเหลือเกิน

ยามเมื่อตีนแมวย่อง

เนตรสาดส่องไม่ขัดเขิน

รื้อค้นแสนเพลิดเพลิน

แล้วดำเนินไม่กล่าวลา

บันทึกจากเหตุการณ์จริง

เหตุเกิดคืนวันที่แปดตุลา ห้าสอง 

Dance Dance Dance

posted on 01 Oct 2009 12:35 by a7day  in travel

 

ปลดพันธนาการ แล้วยืดเหยียดอวัยวะแสนล้า

.

 สลัดความเบื่อหน่าย และกระเทาะเปลือกภาระที่ห่อหุ้ม

.

 โยนทิ้งวันวานอันรกร้าง โบกมือลาความเศร้าหมองในหัวใจ

 

.

 พื้นที่กว้างใหญ่ใ้ห้กระโดดโลดเต้น ขอบฟ้าเป็นประกาย โบยบินไปสิ

.

ไร้กาลเวลา ไร้กฎระเบียบ ฟังเสียงหัวใจ ...นั่นคือจังหวะ

.

 พร้อมหรือยัง ?...

.

.

.

...เต้นรำไปกับฉันสิ เต้นไปตามจัีงหวะหัวใจของเธอ

 

เพลงนี้เขาเรียก "เรกเก้" หรือว่า "สกา"
เฮ๊ย! แล้วเขาเรียก "สกา" หรือว่า "เรกเก้" กันแน่
.
ผมฟังเพลงนี้แล้วนึกขำ
ตกลงคุณก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าคุณร้องเพลงแนวไหน
ผมคนฟัง ผมก็แยกไม่ออกหรอก
เอ้า แต่ให้อภัย ยกผลประโยชน์ให้เครื่องเป่า
และบรรยากาศงานวัด
.
แปลกไหม หากคุณจะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
มีเหตุผลแตกต่างกันไปที่ทำให้เราไม่แน่ใจ
ไม่รู้ว่าทำเพราะชอบหรือเปล่า
หรือต้องทำเพราะโดนบังคับ
หรือ ทำเพราะไม่มีอะไรทำ ตรงเผง!!??
.
บางคนไม่แน่ใจในรสนิยมทางเพศของตัวเอง
บางคนไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเอง
บางคนไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง
บางคนก็ไม่เคยแน่ใจอะไรเลยสักอย่าง
.
หลายคนอาจจะเห็นว่าแม้สิ่งที่ทำโดยไม่แน่ใจก็ยังประสบความสำเร็จ
แต่ความไม่แน่ใจนี้ มันคือความไม่แน่ใจของบุคคลที่สอง
ความไม่แน่ใจที่เคลือบด้วยความดูถูกรสโกโก้
บางเรื่องมันไม่ได้ใช้ประโยขน์ตรงวัตถุประสงค์นัก แต่มันได้คิดการสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มีความสุข
สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างล้วนมาจากความคิดสร้างสรรค์
.
เคยดูข่าว
ในอังกฤษมีการแข่งขันคนบินเป็นประจำทุกปี
ยังไม่เคยเห็นว่าเครื่องร่อนของใครจะบินได้ถึง 100 เมตร
ของบางคนมีรูปร่างที่ไม่น่าจะร่อนได้เกิน 5 เชนติเมตรด้วยซ้ำ
พวกเขาไม่ได้หวังเิงินรางวัล แต่ว่านั่นคือการที่เขาได้ขายไอเดีย

ได้สร้างสรรค์ และนั่นคือความสุข
.
มี 2 กรณีให้ศึกษา
หนึ่งคืออัจฉริยะสุดยอดหัวกะทิ นั้นสร้างชื่อได้ง่ายดาย
อีกหนึ่งคือความแปลกแหวกแนว บ้าๆ บอๆ นั่นก็สร้างชื่อได้
ความบ้าบอที่ถูกตีความเป็นความกล้า "กล้าทำได้ไงวะ"
แต่อัจฉริยะใช้แค่เศษสมองคิด คนก็นับถือ
.
จาก 2 กรณีดังกล่าว ทำให้มองได้ว่าสังคมนี้มี 2 มาตรฐาน
เป็นมาตรฐานที่มาจากคน 2 กลุ่ม
เรียกตามศัพท์ยากๆ ก็เป็นคนจากยุคโมเดิร์น กับพวกโพสต์โมเดิร์น
คน 2 กลุ่มมีวิธีคิดและทัศนคติที่แตกต่างกัน
.
ความคิดของคนรุ่นพ่อ อาจเป็นพวกโมเดิร์น หรือ พรีโมเดิร์น
ขณะที่วัยรุ่นยุคใหม่ออกแนวโพสต์โมเดิร์น
คนแก่มีมาตรฐานที่เข้มงวด อันไหนได้ อันไหนไม่ได้
ขณะที่วัยรุ่นอันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้เหรอ ก็น่าจะได้นะ ขอลองดูก่อน
การคิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบปัจฉานวยุค (postmodern thought)
และเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่าธรรมเนียม จารีต และประเพณี มักจะถูกฉีกเป็นชิ้นอยู่หลายบ่อย
.
ผมมองว่าการที่สังคมมีคนคิด 2 แบบอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี
อย่างน้อยก็ได้ถ่วงน้ำหนักกันไป เหมือนเท้าซ้ายและขวา
เกินกันนิด ล้ำกันหน่อย แต่ก็ยังทันกัน ไปด้วยกันได้
ในที่นี้ผมไม่นับรวมเอาพวกที่ใช้เล่ห์เหลี่ยม กลโกงนะครับ
...ถ้าจะเป็นได้ ดีที่สุดก็แค่ "ส้นเท้า" ครับ
.
.
งืม ...แล้วตกลงมัน "เรกเก้" หรือว่า "สกา" อ่ะ
เป็น "เรกสก้า" ก็แล้วกัน
โอเค เอสเพรสโซ