2009/Nov/02

ตะโกลา คือ เมืองท่าสำคัญฝั่งทะเลตะวันตกตอนใต้เมื่อ 2 พันปีก่อน

พ่อค้าอาหรับใช้แม่น้ำที่ตัดผ่านตะโกลาไปยังเมืองไชยา เพื่อขนส่งสินค้า

ด้วยเมืองนี้สมบูรณ์ด้วยเครื่องเทศ อินเดียจึงให้ชื่อว่า "ตักโกละ" แปลว่า กระวาน (เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนไม่เคยรู้จัก)

สาเหตุที่นอกเหนือ เมืองนี้มีสินแร่ดีบุกมากมาย นามเรียกขานจึงเปลี่ยนไป
.

"ตักโกละ" เพี้ยนเป็น "ตะโกลา" และเพี้ยนมาเป็น "ตะกั่วป่า" ในที่สุด

เหมือนที่ "ภูเก็จ" เขียนเพี้ยนเป็น "ภูเก็ต"
.

ตะโกลา มีสถาปัตยกรรมร่วมสมัยกับ อาคารบนถนนถลางในเมืองภูเก็จ

"ชิโน-โปรตุกีส"


แต่ที่นี่ดูขลังกว่า ด้วยความเก่าแก่ที่ยังไม่ผ่านการศัลยกรรม
.
ความตั้งใจแรกคือไปถ่ายรูปเมืองเก่า

แต่ความไม่ได้ตั้งใจกลับเจอเทศกาลกินเจ

หลงตัวไปว่าเจ้าบ้านเฉลิมฉลอง ด้วยเรามาเยือน ฮา...
.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

มีภาพอื่นๆ อีก(ที่ชัดกว่า) คลิกตรงนี้

2009/Oct/25

ช่วงที่อิทธิพลของพายุก่อความเสียหายต่อบางพื้นที่

ช่วงเวลาเดียวกัน - ราวกับความชั่วร้ายที่หมุนอยู่ในลมวนนั้นถูกส่งมาถึงผม

หากหมอดูเรียกบาปเคราะห์นั้นว่าพระเสาร์แทรก ผมก็ไม่อยากออกความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

"ตุลาอาถรรพ์" ตามบันทึกความจำ แต่ละปีในช่วงนี้มักแย่ที่สุด

ไม่อยากจะปักใจเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่ก็ไม่ลืมบันทึกไว้อีกปีสำหรับเดือนตุลาคม

.

ผมไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะงมงายอยู่กับสถิติบ้าบอพวกนี้

แต่หลายครั้งที่มันกลับเป็นข้อมูลเพื่อช่วยเสริมในการตัดสินใจทำบางเรื่อง

อย่างน้อยที่สุด ผมก็พอจะคาดเดาทิศทางของปรากฏการณ์ได้

นอกจากนั้นก็ยังหวังว่ากรรมดีที่เคยทำ พอจะปรามพระเสาร๋ให้เบามือ

.

.

นี่แหละชีวิต เราเป็นเพียงวิญญาณที่อาศัยร่างเขาอยู่

บางคราววิญญาณเจ็บ แต่กายกลับมองด้วยแววตาซ้ำเติม

ครั้นกายเจ็บ วิญญาณช่วยปลอบประโลม

ความจริงผมควรจะรักษาสมดุลในส่วนนี้เสียก่อน

.

ผมมองว่าชีวิตคือการเรียนรู้

ห้องเรียนของผมไม่เคยมีตำแหน่งตายตัว

ถึงแม้จะสอบไม่ผ่านแต่ผมก็ได้เลื่อนชั้นทุกปี ทุกปี

นั่นจึงทำให้ผมไม่เคยรังเกียจการสอบตก - อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันผิด

.

.

อย่างไรก็ตาม เมื่อฝนบนฟ้าเริ่มขาดเม็ด กลไกธรรมชาติจะฟื้นตัวจากความชะงักงัน

หญ้าอ่อนเริ่มแตกใบเขียวบนดินนุ่นชุ่มน้ำ ยั่วน้ำลายโคทุกเพศทุกวัย

นึกอิจฉาความสดใสของใบหญ้า มองตัวเองคงทำตัวห่อเหี่ยวจนเกินไป

เอาน่า วงจรชีวิตมนุษย์ย่อมเนิ่นนานกว่าต้นหญ้า ต้องใช้เวลาสักหน่อย

...เอาละ เริ่มรู้สึกแล้วว่ามีบางอย่างภายในเริ่มขับเคลื่อน

.

.

.

ห้องน้ำอยู่ไหนน!!

2009/Oct/10

ยามที่ผมหลับไหล

ใครคนหนึ่งย่างกราย

มืดมน ไร้แสงไฟ

ภัยร้ายใกล้เข้ามา

 ๑

ยามที่ผมหลับลึก

ข้าศึกเยื้องยาตรา

แสงไหนจะส่องหา

นิทรา ราตรีกาล

 ยามที่ผมหลับฝัน

ยามนั้นฝันแสนหวาน

หารู้มีภัยพาน

รัตติกาลนานเหลือเกิน

ยามเมื่อตีนแมวย่อง

เนตรสาดส่องไม่ขัดเขิน

รื้อค้นแสนเพลิดเพลิน

แล้วดำเนินไม่กล่าวลา

บันทึกจากเหตุการณ์จริง

เหตุเกิดคืนวันที่แปดตุลา ห้าสอง 

2009/Oct/01

 

ปลดพันธนาการ แล้วยืดเหยียดอวัยวะแสนล้า

.

 สลัดความเบื่อหน่าย และกระเทาะเปลือกภาระที่ห่อหุ้ม

.

 โยนทิ้งวันวานอันรกร้าง โบกมือลาความเศร้าหมองในหัวใจ

 

.

 พื้นที่กว้างใหญ่ใ้ห้กระโดดโลดเต้น ขอบฟ้าเป็นประกาย โบยบินไปสิ

.

ไร้กาลเวลา ไร้กฎระเบียบ ฟังเสียงหัวใจ ...นั่นคือจังหวะ

.

 พร้อมหรือยัง ?...

.

.

.

...เต้นรำไปกับฉันสิ เต้นไปตามจัีงหวะหัวใจของเธอ

 

2009/Sep/02

เพลงนี้เขาเรียก "เรกเก้" หรือว่า "สกา"
เฮ๊ย! แล้วเขาเรียก "สกา" หรือว่า "เรกเก้" กันแน่
.
ผมฟังเพลงนี้แล้วนึกขำ
ตกลงคุณก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าคุณร้องเพลงแนวไหน
ผมคนฟัง ผมก็แยกไม่ออกหรอก
เอ้า แต่ให้อภัย ยกผลประโยชน์ให้เครื่องเป่า
และบรรยากาศงานวัด
.
แปลกไหม หากคุณจะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
มีเหตุผลแตกต่างกันไปที่ทำให้เราไม่แน่ใจ
ไม่รู้ว่าทำเพราะชอบหรือเปล่า
หรือต้องทำเพราะโดนบังคับ
หรือ ทำเพราะไม่มีอะไรทำ ตรงเผง!!??
.
บางคนไม่แน่ใจในรสนิยมทางเพศของตัวเอง
บางคนไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเอง
บางคนไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง
บางคนก็ไม่เคยแน่ใจอะไรเลยสักอย่าง
.
หลายคนอาจจะเห็นว่าแม้สิ่งที่ทำโดยไม่แน่ใจก็ยังประสบความสำเร็จ
แต่ความไม่แน่ใจนี้ มันคือความไม่แน่ใจของบุคคลที่สอง
ความไม่แน่ใจที่เคลือบด้วยความดูถูกรสโกโก้
บางเรื่องมันไม่ได้ใช้ประโยขน์ตรงวัตถุประสงค์นัก แต่มันได้คิดการสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มีความสุข
สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างล้วนมาจากความคิดสร้างสรรค์
.
เคยดูข่าว
ในอังกฤษมีการแข่งขันคนบินเป็นประจำทุกปี
ยังไม่เคยเห็นว่าเครื่องร่อนของใครจะบินได้ถึง 100 เมตร
ของบางคนมีรูปร่างที่ไม่น่าจะร่อนได้เกิน 5 เชนติเมตรด้วยซ้ำ
พวกเขาไม่ได้หวังเิงินรางวัล แต่ว่านั่นคือการที่เขาได้ขายไอเดีย

ได้สร้างสรรค์ และนั่นคือความสุข
.
มี 2 กรณีให้ศึกษา
หนึ่งคืออัจฉริยะสุดยอดหัวกะทิ นั้นสร้างชื่อได้ง่ายดาย
อีกหนึ่งคือความแปลกแหวกแนว บ้าๆ บอๆ นั่นก็สร้างชื่อได้
ความบ้าบอที่ถูกตีความเป็นความกล้า "กล้าทำได้ไงวะ"
แต่อัจฉริยะใช้แค่เศษสมองคิด คนก็นับถือ
.
จาก 2 กรณีดังกล่าว ทำให้มองได้ว่าสังคมนี้มี 2 มาตรฐาน
เป็นมาตรฐานที่มาจากคน 2 กลุ่ม
เรียกตามศัพท์ยากๆ ก็เป็นคนจากยุคโมเดิร์น กับพวกโพสต์โมเดิร์น
คน 2 กลุ่มมีวิธีคิดและทัศนคติที่แตกต่างกัน
.
ความคิดของคนรุ่นพ่อ อาจเป็นพวกโมเดิร์น หรือ พรีโมเดิร์น
ขณะที่วัยรุ่นยุคใหม่ออกแนวโพสต์โมเดิร์น
คนแก่มีมาตรฐานที่เข้มงวด อันไหนได้ อันไหนไม่ได้
ขณะที่วัยรุ่นอันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้เหรอ ก็น่าจะได้นะ ขอลองดูก่อน
การคิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบปัจฉานวยุค (postmodern thought)
และเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่าธรรมเนียม จารีต และประเพณี มักจะถูกฉีกเป็นชิ้นอยู่หลายบ่อย
.
ผมมองว่าการที่สังคมมีคนคิด 2 แบบอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี
อย่างน้อยก็ได้ถ่วงน้ำหนักกันไป เหมือนเท้าซ้ายและขวา
เกินกันนิด ล้ำกันหน่อย แต่ก็ยังทันกัน ไปด้วยกันได้
ในที่นี้ผมไม่นับรวมเอาพวกที่ใช้เล่ห์เหลี่ยม กลโกงนะครับ
...ถ้าจะเป็นได้ ดีที่สุดก็แค่ "ส้นเท้า" ครับ
.
.
งืม ...แล้วตกลงมัน "เรกเก้" หรือว่า "สกา" อ่ะ
เป็น "เรกสก้า" ก็แล้วกัน
โอเค เอสเพรสโซ

2009/Aug/15

ขึ้นชื่อว่า "ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย" มีไม่กี่อย่าง

หนึ่ง เป็นทหาร

สอง บวช

สาม เบียด (แต่งงาน)

.

หลังจากลาสิกขา เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอกับคำถามเด็ด

"จะแต่งเมื่อไร?"

ผมรับมือกับคำถามนี้ด้วยการทำสำเนาคำตอบเอาไว้พร้อม

"ยังหาเจ้าสาวไม่เจอครับ"

ยืนยันหนักแน่น และหักล้างความน่าจะเป็นที่ว่า ผู้ชายบวชเพื่อจะเบียด

...แต่ก็ใช่ว่าผมจะภูมิใจกับมันหรอกนะ ฮา

.

.

เกริ่นนำเพื่อจะโยงเข้าเรื่องเพื่อนสนิทของผมได้เข้าพิธีสละโสดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

ซึ่งผมก็ได้รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในวันนั้น

(ให้ตายสิ นี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตผม ที่สามารถเข้าใกล้คำว่าเจ้าบ่าวที่สุดแล้ว ฮา)

จะว่าไป ชีวิตรักของทั้งคู่เหมือนนิยายโรแมนติกเรื่องหนึ่ง

และผมก็เปรียบเหมือนแฟนประจำที่คอยติดตามอ่านเรื่องราวความรักของคู่นี้มาตั้งแต่เริ่ม

.

การที่เราจะเปรียบว่าชีวิตเป็นดั่งเช่นนิยายนั้นยังฟังดูมีน้ำหนัก

ก่อนที่คู่บ่าวสาวจะมาคบกัน จนได้ร่วมหอลงโรงนั้นมีเบื้องหลัง

ด้วยฝีมือการจัดฉาก สร้างสถานการณ์ และการเขียนบทชั้นเซียน

ด้วยทีมงานกามเทพ ที่ได้เดินเรื่องให้คู่พระนางมาเจอกัน

ดูแล้วไม่ต่างไปจากการเขียนนิยายให้ชีวิตจริงของคนสองคน

.

ต่างกันที่ในชีวิตจริง ตัวละครสามารถกำหนดบทบาทของตัวเองได้

การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ และบทที่เขียนขึ้นไม่อาจช่วยอะไรได้

หากว่าคู่พระนางไม่ยอมรับมุกเล่นด้วย

และถึงแม้จะไม่มีสถานการณ์ใดๆ ทีทำให้ทั้งสองได้เจอกัน

ผมเชื่อว่ายังมีเงื่อนไขอีกอย่าง ที่โยงให้คนสองคนได้ครองคู่กัน

นั่นคือ แรงดึงดูดของหัวใจ

.

.

ผมไม่คิดว่า เอนทรี่ที่เคยเขียนไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว >> เดินทางผ่านความรัก

จะกลายมาเป็นบทเริ่มต้นของนิยายรักเรื่องนี้

และในวันนี้ พวกเขาทั้งคู่ได้เริ่มภาคต่อของนิยายเรื่องเดิม

โดยการวางพล็อต เล่าเรื่อง และเล่นเองในทุกตอน

...หากจะมีตัวละครตัวเล็กๆ เพิ่มเข้ามาสักสองสามคน ยิ่งน่ายินดี

.

.

ขอมอบเอนทรี่นี้ให้จอมยุทธ์ทั้งสอง (ชื่อบ่าวสาวพ้องกับตัวละครในหนังจีน)

ขอแสดงความยินดี และอวยพรให้ทั้งสองครองรักไว้ตราบนิรันดร์

ทิ้งท้ายด้วยเบื้องหลัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายรักเรื่องนี้

เหตุการณ์เมื่อครั้งไปเยือนเมืองน่าน ดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์

.

 

ก่อนจะมีใครเคียงข้าง เขาก็เป็นแค่หนุ่มขี้เหงาคนหนึ่ง

.

 

โฉมหลังของโปรดิวเซอร์ทั้ง 2 ท่าน (โดยจรรยาไม่อาจเผยใบหน้าได้)

.

ได้โอบเอวทางอ้อมก็เอาวะ  555

.

เจ้าสาวเป็นตัว O เจ้าบ่าวเป็นตัว E ในคำว่า LOVE

.

เจ้าบ่าวเป็นตัว I เจ้าสาวเป็นตัว S ในคำว่า KISS

.

Love is ...

รักคืออะไร  คำตอบที่ชัดเจนคงอยู่ในใจของพวกเขาแล้ว

2009/Aug/10

1.

ถ้าไม่เพราะว่ามีเหตุจำเป็นให้ต้องมาที่นี่

ผมก็ไม่คิดว่าจะได้มาเยือนที่นี่อีกครั้ง

10 ปีผ่านไป หน้าตาไม่ได้เปลี่ยนแปลงต่างไปจากเดิมมากนัก

ป้ายอุทยานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หากที่นี่ไม่ใช่...คงแย่กว่าที่คิด

.

การเดินทางไปเสม็ด ทำให้ผมนึกถึงนิทาน 3 ตอนที่เคยเขียนไำว้เมื่อ 2 ปีก่อน

1 นิทานคนเก็บดาว
2 จากดาวที่หายไป
3 ความรักจากโขดหิน

เนื่องจากผมได้อ้างอิงฉากและสถานที่บนเกาะเสม็ดเป็นสถานที่ในเรื่อง

อันที่จริงก็ไม่ได้สนิทกับเสม็ดถึงกับขนาดต้องเอาไปเขียนเป็นเรื่องราว

แต่ก็ไม่ได้รังเกียจ เพราะคราวนี้ผมก็เขียนถึงเสม็ดอีกครั้ง

.

.

2.

จันทร์ข้างแรม เริ่มจะโดนเงามืดบังไปด้านหนึ่ง

แต่จันทร์ก็ยังดวงโตพอที่จะส่องแสงให้ความสว่างยามค่ำคืน

บนพื้นที่ใกล้กันนั้น ปรากฏดาวหนึ่งดวงอยู่เป็นเพื่อนจันทร์

และทั้งสองดวงบนนั้น ก็อยู่เป็นเพื่อนผมในคืนนี้

.

ผมทิ้งหลังลงบนสะพานไม้ ที่ทอดตัวสู่ทะเล

มองไปข้างบน มีม่านเมฆปกคลุมทั่วทั้งฟ้า

คล้ายกระดาษไขแผ่นยักษ์ที่ช่วยกรองแสงจันทร์ให้อ่อนนุ่ม

สายลมอ่อนๆ โชยอย่างต่อเนื่อง รู้สึกได้ว่ามันไม่ขาดออกเป็นสายๆ

คลื่นทะเลก็ไม่ได้ซัดฝั่งอย่างโครมคราม เหมือนกับรู้จักมารยาทยามวิกาล

.

ผมนึกน้อยใจชะตากรรม ที่ต้องเจอฟ้าครึ้มทุกครั้งที่ไปทะเล

แต่คืนนี้กลับต่างออกไป  ความไม่ชัดเจนกลับทำให้รู้สึกดีมากขึ้น

แสงจันทร์นุ่ม เสียงทะเลนุ่ม ทันใดนั้นผมได้ยินเสียงเพลงของธีร์

ผมปิดเปลือกตา เปิดประสาทสัมผัสส่วนอื่นซึมซับบรรยากาศ

...ให้ตายสิ เป็นค่ำคืนที่ไพเราะจับใจ ผมชอบคืนนี้จัง

.

.

3.

เสม็ด..

 

.

.

.

.

.

.

.

 

.

.

.

.

.

.

.

 สักเม็ดไหมครับ

.

 

2009/Jul/09

ผมไม่อาจให้คำตอบแก่ตนเอง และผู้อื่นได้
กับคำถามว่า "กำลังจะไปไหน"
ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ "ก้าวแรก" ได้ทำหน้าที่ของมัน
ไม่ว่าจะ ซ้าย หรือ ขวา ล้วนเป็นที่มาของคำตอบ
.

.

คนอื่นอาจจะบอกว่าที่นั่นไม่มีอะไรที่น่าสนใจ
ผมเชื่อคำบอกเล่าเพียงเล็กน้อย เพราะยังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง
ใครจะตอบได้ว่าที่แห่งนั้นไม่มีอะไรจริงๆ
เพราะในความไม่มีอะไรในความคิดของเขา อาจจะมีเรื่องราวที่เราสนใจซ่อนอยู่
องค์ประกอบไม่สวย แต่อาจจะงดงามที่รายละเอียด
.


.

การใส่ใจรายละเอียดทุกย่างก้าว ย่อมเห็นเรื่องราวมากกว่า
พิจารณาการเดินทาง เช่นอ่านบทกวีที่ร้อยเรียงอย่างละเมียดละไม
แต่ละหน้า แต่ละฉาก มีบางมิติที่ปรากฏให้เห็นเพียงชั่ววูบ
ถ้าคุณรีบร้อนเกินไป ...มันก็น่าเสียดาย
.


.

มันก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิต
การก้าวกระโดด จะช่วยให้ถึงปลายทางได้เร็วก็จริง
การก้าวไปทีละก้าว ทีละขั้น ไปถึงจุดนั้นช้ากว่า
ทำให้มีข้อเปรียบเทียบ ระหว่างความสำเร็จ กับประสบการณ์
ก็แล้วแต่ว่าคุณจะให้ความสำคัญในเรื่องไหนมากกว่ากัน
.


.

หากมีโจทย์ ด้วยการให้นับเลข 1-10
คนหนึ่งเริ่มนับจาก 1 2 3 ...10 เขาจะได้รู้จักค่าทั้ง 10 จำนวน
แต่คนหนึ่งมีวิธีนับที่เร็วกว่า เขานับ 2 4 6...10 แต่เขาจะได้รู้จักค่าแค่ 5 จำนวนเท่านั้น
ดูจะรีบร้อนเกินไป หากไม่สนใจเวลาที่ควรจะค่อยๆ เรียนรู้

.


.
โลกแคบลง ด้วยเทคโนโลยี และความทันสมัย
แต่โลกคงยังกว้างเช่นเดิม หากลองตัดความสะดวกสบายทิ้งไปบ้าง
ภูเขาสูง ทางคดชัน เป็นอาหารมื้ออร่อยสำหรับนักเดินทาง
แต่หากไม่ใช่แล้ว อาจทำให้ใครบางคนถึงกับสำรอก
ผมมองว่าทัศนคติเปลี่ยนแปลงกันได้ หากไม่อุ้มทิฐิไว้มากเกินไป
.


.

หากรายละเอียดไม่สวย ลองถอยหลัง 3 ก้าว เพื่อมองภาพรวม
หากองค์ประกอบไม่งาม ลองก้าวไปมองในระยะใกล้ ในรายละเอียดนั้นน่าสนใจ
ใช้องศาดวงตา สัมพันธ์กับองศาใจ
ไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกินไป หากลองปรับเปลี่ยนมุมมองของเราดูบ้าง
แต่ถ้าหากมันยังดูเลวร้ายอยู่ละก็...


...บางทีอาจจะเป็นเพราะตัวของเราเอง
ที่ดันเผลอคิดว่าตนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

.


.
ขอให้สนุกกับการเดินทาง

2009/Jun/26

Exteen มีเทศกาล "June Write" - เขียนทุกวัน โตทุกวัน(ต้นไม้)

blog ของผมกลับเงียบเชียบ แห้งแล้ง

กลายเป็นเ้ทศกาล "June ไร้" (ปราศจาก)

แก้ตัวไปว่า อยากเพาะเลี้ยงต้นไม้เป็น "บอนไซ"

.

หลายวันที่ผ่านพ้นมา มีเรื่องราววนเวียนในหัว อยากจะถ่ายทอดนับสิบ

ถึงขณะนี้ กลับนึกอะไรไม่ออก เป็นคนความจำสั้น

"ความจำสั้น แต่หลังฉันยาว" - นอกจากจำอะไรไม่ได้ ยังแถมด้วยความขี้เกียจ

 หาใช่ความขี้เกียจที่จงใจ แต่คนเราเมื่อถึงวัย ก็ต้องขยันทำในบางเรื่อง และขี้เกียจในบางเรื่อง

.

.

เช้าวันนี้

ทันทีที่ระบบรับแสง และระบบรับเสีัยงในร่างกายเริ่มทำงาน

ข้อมูลแรกที่ได้รับ คือการจากไปของนักร้อง 2 สี -Black & White

นักร้องกระฉ่อนโลกผู้ถือกำเนิดด้วยสีดำ และจบชีวิตด้วยสีขาว

ชายกลางคนผู้ที่ชีวิตเปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์

...

.

ครั้งหนึ่ง เมื่อสมัยนมยังไม่แตกพาน Dangerous Concert สร้างกระแสนิยม

ใครคนหนึ่งพยายามฝึกเดินท่า มูนวอล์ค 

ใครคนนั้น เอามือจับหัว และอีกข้างกุมน้องชาย กระโดด ดึ๊บๆ

ใครคนนั้นหัดร้องเพลง Black or White และ Heal the world

และใครคนนั้นยืมเทปคาทเซ็ทราชาเพลงป็อบมาจากพี่ชาย โดยไม่ได้คืนให้เจ้าของ

.

.

อย่างที่เกริ่นไปไมเคิลทักทายโลกด้วย "สีดำ" และโบกมือลาลมหายใจด้วย "สีขาว"

เขาถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ผิวดำ ซึ่งถูกมองเป็นความเลวร้ายในสังคมตะวันตก

โรคอย่างหนึ่งทำให้ผิวเขากลับขาวซีด เหมือนพลิกกลับด้านฝ่ามือ

...จากชื่อเสียงที่สั่งสมมา

ไมเคิลได้ลบตัวตนเดิมของตัวเอง และเนรมิตผู้ชายคนใหม่ ...ชีวิตใหม่

 ชื่อเสียง, เงินทอง, อาณาจักร Never land และสีผิวขาวซีด

.

สีดำ แทนความชั่วร้าย

สีขาว แทนความดีงาม

.

ไมเคิล เปลี่ยนชีวิตตัวเองจาก "สีดำ" เป็น "สีขาว"

เขาก้าวข้ามกำแพงชนชั้น ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสังคมตะวันตก

ผู้คนยอมรับในความสามารถ ผิวสีคล้ำถูกปรับสภาพแปรเปลี่ยน

ลักษณะทางกายภาพของเขาถูกเปลี่ยนเป็น "สีขาว"

เฉกเช่นแสงเรืองรองยามอรุณรุ่ง

.

ไม่วันใดวันหนึ่ง

หิมะขาวบริสุทธิ์ที่ปกคลุมยอดภูเขาไฟฟูจิ

ต้องถึงวันละลาย เผยให้เห็นเพียงหินสีดำ

.

กราฟชีวิตที่สูงแตะเพดานของไมเคิลเริ่มดิ่งลง

พร้อมข่าวคราวในด้านลบที่ประดังเข้ามา

พฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบน โรคภัยที่รุมเร้า เงินทองร่อยหรอ

บั้นปลายชีวิต ไมเคิลเหลือเพียงผิวจำแลงขาวซีดเป็นสมบัติสุดท้ายที่หลงเหลือจากวันรุ่งโรจน์

.

ในเชิงสัญลักษณ์ของ สีดำและขาว

ชีวิตไมเคิลดูคล้ายกับเครื่องหมาย หยิน-หยาง

ชีวิตของเราทุกคนก็เป็นเช่้นนั้น แต่การยกกรณีไมเคิลขึ้นมาเพราะมันเห็นภาพได้ชัด

ไม่มีใครที่ประสบชัยชนะไปตลอด ความพ่ายแพ้ช่วยให้เรียนรู้

ดี-ชั่ว ยังคงถ่วงดุลกันอยู่ร่ำไป

.

.

โลกจับตามองดูวันที่ไมเคิลลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

เขาเริ่ม และ ทำด้วยความตั้งใจ

น่าเสียดาย...

...ที่ "ลมหายใจ" ไม่ได้เปิดโอกาสนี้ให้กับเขาอีกต่อไป

.

.

อุทิศแด่ ไมเิคิล

* หมายเหตุ แก้ไขข้อเท็จจริงเรื่องสีผิว

2009/Jun/09

อะไรคือสุดยอดอภิมหาอมตะแห่งความกลัว?

.

กว่าที่คนเราจะเดินผ่านเวลามาจนอายุ 20 ปี (มากหรือน้อยกว่านั้น)

ในบัญชีความกลัวของแต่ละคนจะปรากฏรายชื่อใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

หากใครบุญหนักหน่อย อาจมีแค่ 3 บรรทัด

หากใครกรรมเยอะ คงต้องขึ้นหน้ากระดาษใหม่ไม่หยุดหย่อน

.

ประสบการณ์และความกล้าแข็งของตบะ ในแต่ละคนมีไม่เท่ากัน

ความกลัวในบางอย่างถูกลบทิ้ง เพราะความกล้าที่เพิ่มขึ้น ไม่มีอะไรต้องกลัวมันอีกแล้ว

ความกลัวในบางอย่างถูกต่อเติม เพราะความกล้ายังไม่พร้อมจะทำงาน ยังต้องกลัวมันต่อไป

นั่นเพราะบางอย่างได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และบางอย่างยังน่ากลัวทรงอานุภาพเดิม

.

บ่อยครั้งที่ความกลัวถูกจับมาเป็นเรื่องหยอกล้อในกลุ่มเพื่อน

เช่นเดียวกับที่ศัตรูมักนำใช้มาข่มขู่คู่ริ เป็นการเล่นสงครามจิตวิทยา

ใครที่โดนผู้อื่นหยิบเอาความกลัวของตนมาเล่นงาน ย่อมคิดว่าการกระทำนั้นช่างอำมหิต

มนุษย์ด้วยกันพึงจะไม่กระทำบาปกรรมนั้น แม้ความน่ากลัวที่ว่า จะเป็นเพียงแค่ผักชี หรือแตงโม..

.

พระท่านว่าความกลัวบังเกิดขึ้นจากข้างใน

ความน่าขยะแขยงที่รายรอบอยู่ภายนอก หาใช่ต้นเหตุที่แท้จริงไม่

สิ่งที่คนกลัว คือ กลัวใจของตัวเอง

พระท่านพูดอีก ก็ย่อมถูกอีก ...มีไม่กี่คนที่สามารถบังคับจิตใจตัวเองไม่ให้กลัวสิ่งใด

...ไม่แน่ว่า ตอนที่พระท่านพูด อาจจะเป็นการกระทำเพื่อขจัดความกลัวของตัวเองอีกวิธีหนึ่ง

.

ทุกคนย่อมมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถขจัดได้

แม้แต่ยอดมนุษย์อเมริกัน มนุษย์ไฟฟ้าญี่ปุ่น รวมไปถึง จา พนม

คนที่ไม่เคยกลัวใคร ก็ต้องกลัวเมีย คนที่ไม่กลัวเมีย ก็ต้องกลัวแม่...

เจอใครที่ปราศจากความกลัว ช่วยหยิบยื่นวาจาอันอ่อนโยนให้เขาสัก 3 คำ

"เฮ๊ย มึงช่วยกลัวอะไรสักอย่างได้ไหมวะ ไม่งั้นมึงไม่ใช่คน"

.

.

สัตว์เลื้อยคลานสีสวย ความยาวไม่น้อยกว่า 1 ฟุต เกาะแน่นบนบานประตู

อุ้งเท้าทั้ง 4 ขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียวแน่น ด้วบระบบสุญญากาศ

ศีรษะของท่านใหญ่กว่าลำตัว ดวงตาปูดโปนเหลือบมาเคลือบแววเย้ยหยัน

ริมฝีปากบาง แสนกว้างใหญ่ เห็นไรฟันเป็นแนวยาว แสยะยิ้ม...

.

...นั่นคือการประกาศชัยชนะของฝ่ายตรงข้าม แม้สงครามยังไม่ทันเริ่ม

ผมเห็นตัวเองยืนหน้าซีดเหมือนคนเห็นผี

ผีไม่มีตัวตน แต่ตุ๊กกี้ มีตัวตนแน่นอนจับต้องได้ แต่ไม่มีทางแน่

นั่นคือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบตั้งแต่หน้าประตู...

.

คำอธิบายในสมุดบันทึกแห่งความกลัวส่วนตัว ถูกบรรยายเพิ่มตามลำดับความยาวใหญ่

ตุ๊กกี้ : ................................. อภิมหาอมตะแห่งความกลัว