2008/May/09

...ผมทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาว
ผู้คนเป็นร้อยพันเดินผ่านผมไปโดยไม่มีใครคิดสนใจ
ในบริเวณที่ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนที่กันขวักไขว่
ผมเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่หยุดอยู่กับที่
เข็มนาฬิกาหมุนวน รอบแล้ว รอบเล่า...

.
.
ผมไม่เคยชอบที่จะอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน
แต่ตอนนี้ไม่มีแรงที่จะก้าวขา
เป็นอีกวันที่ผมไปไม่ถึงในที่ที่ตั้งใจจะไป
เหมือนเรือที่ฝืนจะออกจากท่า ทั้งที่รู้ตัวว่ามีน้ำมันแค่ติดก้นถัง
.
ไม่มีไต้ก๋งเรือคนไหนที่ทำหน้าที่ได้บกพร่องขนาดนี้
และผมคงเป็นไต้ก๋งเรือคนนั้นที่ไม่ได้ต้องการจะออกหาปลา
ไม่สนใจแม้แต่จะเหลียวตามองฝูงปลาทูที่เต้นระบำยั่วยุข้างกราบเรือ
ไม่สนใจแม้แต่คลื่นยักษ์ หรือปีศาจร้ายกลางทะเล
...ไต้ก๋งเรือนอนราบแหงนหน้ามองฟ้า
...หยดน้ำตาไหลออกทางหางตาเพื่อให้เขาได้มองดาวโดยไม่พร่ามัว
.
.
ผมออกมาตามหาใครคนหนึ่ง
โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหน
ไม่รู้ว่าจะเจอกับใครคนนั้นในบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างนี้หรือไม่
เป็นครั้งแรกที่ผมตั้งใจจะอยู่ในสถานที่แออัด
...ภาวนาว่าหนึ่งในนั้นอาจจะมีคนที่ผมกำลังตามหา
.
ผมออกมาตามหาใครคนหนึ่ง
ไม่ได้เป็นการตามหาเพื่อเรียกร้องให้คืนวันเก่าๆ หวนคืนมา
ผมเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ดีเสมอ
และก็รู้ว่าสิ่งที่สามารถหวนกลับมาที่เดิมมีเพียงสายลมเท่านั้น
ผมพยายามเข้าใจแม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนเกินที่จะตั้งตัว
...พยายามเข้าใจ ทั้งที่มีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหัว
.
ผู้คนเริ่มบางตา แต่ก็ไม่ขาดสายแม้เวลาจะเลย 4 ทุ่มไปแล้ว
พ๊อคเก็ตบุ๊คถูกเปิดผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า
"ไม่ไกลกันเกินปาย" เป็นชื่อหนังสือที่ผมซื้อมาเพื่ออ่านฆ่าเวลา
ในตอนนี้ถ้าหนังสือชื่อ "ไกลกันเกินปาย" คงเป็นชื่อที่เหมาะกว่า
ไกลแค่ไหน ข่าวร้ายก็เดินทางได้เร็วเสมอ
...วันที่กลับจากปาย เป็นวันที่ผมได้รู้ว่าไม่มีเธออยู่ตรงนี้แล้ว
.
.
ความวุ่นวาย และเสียงเซ็งแซ่เริ่มจางหาย ผมมองเห็นแต่ภาพเบลอๆ
แสงไฟสลัวเกินไป หรือเพราะมีหมอกควันทำให้มองไม่ชัด
รู้ตัวเมื่อมีหยดน้ำ แหมะลงบนหน้ากระดาษ
เมฆฝนในดวงตาก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนไหน?
.
ผมปิดหนังสือลง ใช้มือขวาคลำตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย
ของฝากในถุงกระดาษใบเล็กยังคงอยู่ดี
แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีโอกาสไปถึงมือผู้รับเสียแล้ว
แนบมือไว้นานจนรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจ ...นึกว่าหัวใจมันหายไปแล้วเสียอีก
ผมลุกขึ้นจากม้านั่งด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายของวัน
เธอคงไม่ผ่านมาทางนี้ หรือบางทีเธออาจจะผ่านไปแล้ว ก่อนที่ผมจะมาถึง

.
.
...ความเชื่องช้าของผมได้รับการลงโทษแล้ว

edit @ 11 May 2008 17:08:41 by 7 days ago

2008/May/07

ฝนเริ่มซาลง

แต่ไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ฟ้าจะยังใสอยู่หรือเปล่า

ม่านน้ำตาเริ่มเหือดแห้ง

...โลกถูกเช็ดคราบฝุ่นเขรอะออกเสียบ้าง

.

ในแต่ละฤดูกาล มักจะมีฤดูฝนแทรกอยู่

นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำตัวให้ชินที่จะรับมือกับมัน

แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครควบคุมฝน ฟ้า อากาศได้

...ใครจะรู้ว่าเมื่อไรที่พายุจะมาอีกครั้ง

.

.

ช่วงเดียวกันนี้ 2 ปีที่แล้ว

เมฆฝนได้พัดพาหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งจากไป

ผมบรรจุความเศร้า 2 กระเป๋าใบใหญ๋ ก่อนเดินทางไปเกาะช้าง

เครื่องดื่มตระกูลแอลกอฮอล์ทั้งหลายทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่มีที่ติตลอด 2 คืน

ร่มชายหาดถูกทำความสะอาดด้วยสายฝน

รอยเท้าบนผืนทรายถูกลบออกทุกครั้งที่คลื่นเกยฝั่ง

ส่วนตัวผมกลับต้องพึ่งตัวเองในการเยียวยาให้แผลใจลบเลือน

.

.

2 ปีต่อมา

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยไม่ต้องไปโยงถึงทฤษฎีสมคบคิด

พายุฤดูร้อนพัดพาหัวใจของผู้หญิงอีกหนึ่งคนจากไป

ผมจำได้ว่าเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ...คงเป็นหนังรีเมค

ผมยังคงเชื่องช้าเกินไปที่จะคว้าหัวใจดวงนั้นไว้ได้ทันก่อนที่มันจากลอยไปไกล

ผมหอบ "ความคิดถึง" กองใหญ่กลับมาจากปาย

แต่ "ความคิดถึง" เหล่านั้นกลับแปรสภาพเป็น "กองเศร้า" ที่ถล่มทับผมจนแน่นิ่ง

แต่อย่างน้อยเธอก็ได้รับรู้มัน...จากคำลงท้ายในโปสการ์ดใบนั้น

.

.

สายฝนชะล้างคราบฝุ่นบนใบไม้

น้ำตาชะล้างฝุ่นผงในดวงตา

ผมยังต้องพึ่งตัวเองในการชะล้างตะกอนในใจ

การใช้หัวใจก้าวเดินมักจะสะดุด เมื่อเจอปัญหากระทบกระเทือน

ในตอนนี้จึงควรนอนนิ่งๆ มองใบไม้ที่ไร้สีสันมันไหวติงตามแรงลม

เมื่อไรที่หัวใจสะเด็ดน้ำ มันจะทำหน้าที่พาผมก้าวเดินอีกครั้ง

.

.

ฝนขาดเม็ดแล้ว

วันนี้ท้องฟ้าดูสะอาดสะอ้าน

ฝุ่นฝ้าในดวงตาเริ่มเลือนหาย

...หัวใจถูกเช็ดคราบฝุ่นเขรอะออกเสียบ้าง

2008/Apr/21

ก่อนกลับจากปาย

ผมได้ส่งเพื่อนๆ ทั้ง 20 ใบ ลงในชานชาลาสีแดง

ชานชาลาที่ 58130 ...วันรุ่งขึ้นจะมีคนมารับพวกเขาไป

วันรุ่งขึ้น ตัวผมเองก็จะเดินทางกลับเช่นกัน

...ใครจะไปถึงก่อนกัน

.

แน่นอน!!

ผมถึงก่อนอยู่แล้ว 555

ผมออกจากปายด้วยรถเมล์สีแดง

รถมาจากแม่ฮ่องสอน ถึงปายตอนบ่ายโมง และออกปาย บ่ายโมงครึ่ง

ร้อยกว่ากิโลบนหุบเขาช่างยาวนาน ..ผู้โดยสารยัดทะนาน

นั่นหมายความว่ามีเพียงเนื้อที่ตรงประตูทางขึ้นให้คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้าง

.

ร่วม 4 ชั่วโมงบนเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด

รถเมล์ลงสู่พื้นราบ ใกล้เชียงใหม่มีผู้โดยสารลงบ้าง

มีที่ว่างให้ได้หย่อนตูดแข็งๆ และในเวลานี้ที่เราได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดบนหัวเข่า

ปวดเข่าขวามากกว่า จากการทิ้งน้ำหนักไม่สมดุล

นี่ก็เป็นอีกข้อยืนยันว่าความยุติธรรมไม่มีในโลก ...แม้แต่ตัวของเราเอง

(ฉะนั้น โปรดอย่าเรียกร้องหาความยุติธรรม)

.

มาถึงเชียงใหม่เมื่อสายไป เวลานั้นไม่ทันรถไฟแน่นอน

อยากนั่งรถไฟสายเหนือเพราะยังไม่เคย

รถทัวร์ก็ยังดีกว่าไม่มีรถกลับ จิ้มเลือกไป 1 ที่ ริมหน้าต่างด้านซ้าย

ตายล่ะวา!! ตรงนั้นมันติดบันได จะยืดแข้งขาไม่ได้ มันมีที่กั้น

ผมบอกเข่าขวาให้ทำใจ และอดทนอีก 1 คืน  เราจะไปด้วยกันจนถึงกรุงเทพฯ

...น้ำตาคลอเบ้า เข่าลูกพ่อ

.

.

วันนี้ได้ข่าวว่าเพื่อนทั้ง 20 ใบ เดินทางถึงที่หมายบ้างแล้ว

หวังว่าคงได้รับกันครบทุกคน หลังจากการ์ดปีใหม่มีบางคนไม่ได้รับ

คราวนี้ถ้าใครคนนั้นไม่ได้รับอีก ขอแนะนำให้ย้ายบ้าน

เนื่องจากบ้านคุณอาจจะหายากเกินความสามารถของไปรษณีย์หนุ่ม

เดชะบุญเมื่อได้ข่าวว่าโปสการ์ดถึงมือหล่อนแล้ว ..ยินดีด้วย

.

.

มีเรื่องรบกวนเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ได้รับโปสการ์ดจาก 7 days ago

เนื่องจากผู้ส่งมีความตั้งใจจะคัดลอกเอาข้อความหลังโปสการ์ดทุกใบมาเก็บไว้

แต่ด้วยความเร่งรีบ บวกกับความขี้ลืม (มั่กๆ) ทำให้พลาดขั้นตอนนั้นไป

ดังนั้นจึงใคร่ขอวอนสหายที่มีโปสการ์ดในมือ แล้วได้อ่านเอนทรี่นี้

กรุณาคัดลอกข้อความหลังโปสการ์ด แล้วส่งกลับมายังผู้ส่งอย่างน้อย 1 ก๊อปปี้

หากผู้ใดไม่ทำตามขอให้ (อ๊ะ ลืมไป นึกว่าเขียนจดหมายลูกโซ่อยู่)

หากผู้ใดไม่ทำตาม ขอให้ทำตามด้วยนะครับ ขอร้อง อ่ะไหว้ก็ยอม พลีสๆๆ

.

ส่งมาทาง ems ในเอ๊กทีน หรือทาง email ก็ได้นะครับ

จักเป็นพระคุณอย่างสูงลิบลิ่ว

.

.

ดูภาพชุด "ปาย หน้าร้อน" ได้ต่ามลิ้งค์นี้เลยครับ

ชุด1 http://7daysago.multiply.com/photos/album/10

ชุด2 http://7daysago.multiply.com/photos/album/11

edit @ 22 Apr 2008 18:26:56 by 7 days ago

2008/Apr/16

การใช้ชีวิต 10 วันในปายเดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล้ว

ผมนั่งมองพระอาทิตย์โหม่งภูเขาเป็นรอบที่ 10

มันยังคงใช้มุขเดิม และท่าเดิมๆ ของมันเช่นเดียวกับ  9 วันที่ผ่านมา

ไม่มีหลังกาหลัง 17 รอบครึ่ง หรือใส่เกลียวควงสว่านแต่อย่างใด

ถ้าเป็นนักกระโดดน้ำ ถือว่าฝีมือไม่พัฒนาแต่ถึง

แม้มันจะไม่ยอมพัฒนาท่าทาง อย่างไรก็ยังคงคว้าเหรียญทองไปคล้องคอได้ทุกวัน

.

ประสบการณ์ในปาย เป็นอะไรที่น่าจดจำ

แม้ว่าในเมืองนี้จะเต็มไปด้วย คนป่วย

(วาทะของหนุ่มมิตรไทย ที่พูดกับชายผู้หลงใหลภาพขาวดำ

ไม่รู้นับรวมตัวเองด้วยหรือเปล่าไม่ได้ยืนยัน ฮา)

แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเป็นคนป่วยที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต

คนป่วยที่ต้องเสพธรรมชาติ และความสงบ สลับกับความวุ่นวายในบางครั้ง

ผมเป็นคนป่วยก่อนหน้าจะมาที่นี่  ปายทำให้ผมหายจากการป่วย

นั่นเพราะมีคนป่วยกว่า ฮา (อีกครั้ง)

.

วันนี้ผมควบ Green Dream พาหนะคู่ใจไปรอบๆ อำเภอปาย

“Green Dream” หรือ ความฝันสีเขียว เป็นจักรยานยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น

มันคือฮอนด้า ดรีม สีเขียว เขียวแบบไหนไม่รู้ แต่มันจัดอยู่ในตระกูลสีเขียว

คงเป็นญาติผู้น้องของสีเขียวขี้ม้า แต่ดูมีอายุกว่าสีเขียวใบตอง

รถคันนี้ถูกยัดเยียดมาโดยร้าน Aya คุณจะไม่มีสิทธิ์เลือก แต่คือผู้ที่ถูกเลือก

.

ความไม่สมประกอบของ Green Dream เกือบทำผมเจ็บตัวหลายครั้ง

ยังดีที่สมัยวัยรุ่นเคยสมมติตัวเองเป็น จอห์น อิสรัมย์ นักแข่งวิบาก

ไม่งั้นคงได้ย้ายจากบ้านปายนาไปนอนเล่นในโรงบาล

ที่ปายจะมีมอเตอร์ไซค์ล้มเป็นเรื่องปกติ ปกติเหมือนการตดขณะนั่งบนโถส้วม

.

วันนี้ผมซื้อน้ำมันใส่ท้องให้  Green Dream เป็นการทิ้งทวน

ตระเวนบอกลาผู้คน วัว ควาย ต้นไม้ บ้านเรือน แม่น้ำ ภูเขา ทุ่งนา

รวมทั้งความ ขี้เกียจ ทั้งมวล

กลับกรุงเทพฯ จะไม่ได้ขี้เกียจอย่างนี้อีกแล้ว

.

.

ปายเปลี่ยนไปหรือยัง? ตอบชัดๆ ว่าไม่รู้

แต่จะพอเล่าเปรียบเทียบให้ฟังได้

หากใครมาช่วงหน้าหนาวหรือสิ้นปี นึกออกใช่ไม๊? 

ปีที่แล้วยังกับยกจตุจักรมาไว้ที่ปาย

มันจะเปลี่ยนไปเพราะมีคนแห่กันมาคราวเดียวพร้อมๆกัน จนเกินรองรับ

ผมว่าคงต้องรอจนคนไทยคนที่ 64 ล้านได้มาเยือนปาย นั่นถึงจะค่อยๆ ซาไปบ้าง

ตามข้อสันนิษฐานที่ว่า คนไทยทุกคนคงอยากมาเที่ยวปาอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

.

แต่หากใครมาช่วงหน้าร้อนหรือฝน หรือ Low season ในภาษาท่องเที่ยว ปายจะสงบมาก

มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงกระซิบของใครบางคนจากอีกฟากของเมือง

เมืองนี้ภูเขาล้อมรอบ เสียงกระซิบเพียงเสียงเดียวก็สามารถเดินทางไปได้ทั่วทั้งอำเภอ

เพราะภูเขาเป็นเหมือนกำแพงสะท้อนให้เสียงสะท้อนไปสะท้อนมา จนกว่าเสียงนั้นจะระเหยไปในอากาศ

เสียดายที่เสียงกระซิบของผมเดินทางข้ามภูเขา ออกไปยังแดนไกลไม่ได้

.

.

ขอบคุณรอยยิ้ม

ขอบคุณการสนทนา

ขอบคุณธรรมชาติ

ขอบคุณศิลปะ

ขอบคุณกาแฟ

ขอบคุณเบียร์ลีโอ

ขอบคุณเสียงดนตรี

ขอบคุณที่สาดน้ำโดนหน้า

ขอบคุณยุงที่ทำให้ตัวลายเหมือนตุ๊กแก

ขอบคุณทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี

.

.

ขอบคุณโปสต์การ์ดและแสตมป์

edit @ 16 Apr 2008 18:56:21 by 7 days ago

2008/Apr/14

ล่วงเข้าวันนี้

ผมนั่งมองพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาเป็นครั้งที่ 7

ความจริงมันก็เหมือนกับดวงที่บ้าน

แต่ว่าดวงอาทิตย์ที่ปาย มองแล้วเหงา

.

ไม่เคยใช้ชีวิตคนเดียว ห่างบ้านและเพื่อนนานขนาดนี้

คาดว่าเป็นสถิติที่จะอยู่ไปอีกยาวนาน

.

สิ่งมีชีวิตที่นี่ล้วนเชื่องช้า

ผมเคยใช้ชีวิตเร็วๆ ต้องเชื่องช้าตาม

เช่นเดียวกับวัว และควาย พวกนี้ช้าสุดๆ

หมาทุกตัวล้วนขี้เกียจ

.

น้ำปายเอื่อยเฉื่อย

ดวงตะวันก็กว่าจะโยนตัวเองข้ามขอบโลก

ภูเขานอนมองเมฆค่อยๆ คลานกระดึ๊บเหมือนหนอนใบไม้

นกปิ๊ดตะลิวง่วงหาวนอนขี้เกียจส่งเสียง

.

มีเรื่องเดียวที่ดูจะรวดเร็วในปาย

นั่นคือความสามารถในการสาดน้ำของเด็กๆ

ผมว่าเด็กปายทุกคนน่าจะเก่งฟิสิกส์

พวกเขาไม่เคยปล่อยให้ผมรอดไปได้สักครั้ง

.

ผมไม่น่าเชื่องช้าในวันสงกรานต์เลย

2008/Apr/06

"เมื่อใดที่เราใคร่ครวญ พยามค้นหาความหมาย

เมื่อนั้นเราก็จะพบอีกความหมายที่ไม่รู้จักจบสิ้น"

.

.

ประหนึ่ง เมื่อเจอเปิดประตูหนึ่งบาน ก็จะเห็นประตูอีกหนึ่งบาน

เดินไปเปิดประตูบานนั้น ก็ยังเจอประตูอีกหนึ่ง ...ไม่รู้จักจบสิ้น

 การได้เรียนรู้อะไรอย่างถ่องแท้ คงไม่ใช่การเปิดประตูไปเรื่อยๆ จนเจอทางตัน

แต่เป็นการเปิดประตูไปเรื่อย จนเจอประตูอีกบาน อีกบาน และอีกบาน...ตะไท

.

โลกไม่ได้สอนอะไรเรา

เป็นเราเองต่างหากที่ต้องรู้จัก เรียนรู้  จดจำ และนำมาประยุกต์ใช้

แม้หากมีใครพร่ำสอน แต่เราไม่ได้รู้จัก เรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้ นั่นก็เท่ากับศูนย์

เราก็ไม่ต่างกับภาชนะอะไรสักอย่างที่รินน้ำเติมได้ไม่มีวันหยุด

แต่ก็ไม่สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้เลย หากก้นภาชนะนั้นเป็นรูโบ๋

.

มีบางอย่างบอกให้เรารู้ว่า "ลาไม่ได้โง่" และ "เต่าไม่ได้เชื่องช้า"

มีบางอย่างบอกให้เรารู้ว่า "ดวงอาทิตย์ไม่ได้มีสีแดงอมส้ม" และ "ท้องฟ้านั้นจริงๆ แล้วมีสีหรือเปล่า?"

มีอะไรอีกหลายอย่างที่บอกเราแตกต่างจากความรู้เดิมๆ ที่บอกต่อกันมา

บางอย่างเหล่านั้นคือประตูอีกบานที่เราเปิดไปเจอ

และจะยังคงมีประตูอีกบาน หลังประตูบานนั้น

.

.

ตอนนี้ผมกำลังถือกุญแจหนึ่งดอก เพื่อไปเปิดประตู

และในห้องนั้นก็คงจะมีกุญแจอีกดอก เพื่อให้ผมได้เปิดประตูอีกบาน

ไข-เปิด  ไข-เปิด   ไข-เปิด เหมือนการลอกหัวหอม

ลอกเปลือกตามวงไปเรื่อยๆ แล้วจะเจออะไร ...แกนหัวหอม?

.

ชีวิตไม่ใช่เปลือกหัวหอมที่จะถูกลอกออก ลอกออก

จนท้ายที่สุดก็ไม่เหลืออะไรที่เรียกได้ว่านี่คือหัวหอม

แต่ชีวิตกลับเป็น "วงปี" ของต้นไม้ ที่จะสะสมวงปีไปเรื่อยเรื่อยจนกว่าจะหมดอายุขัย

ประสบการณ์จะพอกคลุมแก่นตัวตนของชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ

จนยากที่จะถูกทำลายด้วยการจามด้วยขวานเพียงครั้งเดียว

.

.

ชีวิตถูกกำหนดให้ออกเดินทางอีกครั้ง

ต่างที่ว่าคราวนี้จุดหมายได้ถูกกำหนดล่วงหน้าไว้หลายเดือนแล้ว

ช่วงสงกรานต์นี้ อยากกลับมาตุภูมิ แต่คราวนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมต้องไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับทางกลับบ้าน

นับระยะห่างก็เฉียด 2,000 กิโลเมตร ตามมาตราเมตริก (ระยะไมล์ไม่รู้)

............................

.

.

ถึงมิตรสหาย

หวังว่าโปสต์การ์ดจาก 'ปาย' จะเดินทางถึงมือของทุกท่านโดยสวัสดิภาพ

ง่า เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

สู้ว๊อยยยย!!!

2008/Mar/26

คิดแล้วก็ขำดี

ผมคิดว่าตัวเองอยู่กับที่มากที่สุดแล้วในช่วงระยะนี้

แต่พอลองมาประมวลดูแล้ว จริงๆ ก็เตร็ดเตร่ไปนู่นไปนี่หลายที่เหมือนกัน

จริงๆ แล้ว เท้าของผมยังย่ำไปเรื่อย

แล้วอะไรกันล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่กับที่??

.

หลังจากได้รับคำเชิญชวนให้ไปเที่ยวทริป "วังน้ำเขียว"

ไม่ได้ตอบตกลงในทันที เพราะติดภารกิจ

แต่สุดท้ายก็ยอมทิ้งงาน เพื่อไปเที่ยว โอว... นิสัยไม่ดี

.

ผมไปทริปนี้ด้วยเหตุเพราะอยากไปดูกระทิงประการหนึ่ง

เรื่องกระทิง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความหลังที่ขาดหาย

และต้องการทดแทน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เรื่องมีอยู่ว่า...

.

กาลครั้งโน้น...

วันนั้นเป็นวันหยุดราชการ ผมชอบอยู่ติดบ้าน นอนตื่นสาย

รายการโปรดในช่วงวันหยุดของผมคือรายการ "เนวิเกเตอร์"!!!

รายการท่องเที่ยวของพี่ติ๊กเจษ รูปหล่อนั่นเอง

หากแกล้งมองไม่เห็นเรื่องการจับผิด ความไม่สมจริงของรายการเชิงสารคดี และการใช้โฆษณาแฝงออกไป

ผมว่า "เนวิเกเตอร์" ก็เป็นรายการที่น่าดูรายการหนึ่ง

ในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยว

แนะนำที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยไป

แต่ผมว่า เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ

.

วันนึง พี่ติ๊กไม่ว่างมาเป็นพิธีกร เจ้าน้องชายเขา เจ้าตั้น มาดำเนินรายการแทน

รายการวันนั้นพาเข้าป่า เอ่อ ป่าแถวไหนจำไม่ได้แล้ว

เจ้าตั้นคุยว่าจะพาไปดูกระทิง ...เราก็รอดู ด้วยความอยากดูกระทิง

น้องชายแดง ไบร์เล่ย์ ก็คุยฟุ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้

เดินข้ามขอนไม้ (ใช้กล้องมุมเสย) สะพายเป้ใบโต (หนักไม๊)

รองเท้าปีนเขาเหยียบน้ำ ดังแจ๊ะๆ (ลุยๆ ดีจัง)

สุดท้ายก็มาถึงจุดดูกระทิง (รออยู่ๆ)

อากาศเย็นมากแล้ว ทีมงานก็รอแล้วรออีก (ผมก็รอ หิวข้าวแล้วนะ)

.

.

อ้าว เวลารายการหมดแล้ว ยังไม่ได้เห็นกระทิงเลย

เจ้าตั้นบอกแก่ผู้ชมว่า

"ทั่นผู้ชมครับ วันนี้โชคร้ายจริงๆ คับ กระทิงไม่ยอกมออกมาให้เราเห็น"

" ....(แล้วก็พูดอะไรของมันไปเรื่อย)..."

สรุปว่า วันนั้นไม่มีกระทิงให้ดู แต่มันบอกว่าจะพาไปดู ...เอ๊!! ยังไงเนี่ย

รายการคงมาถ่ายทำให้เสร็จในวันเดียว ต้องรีบกลับกระมัง

เอ๊า ได้ขายของแล้วนี่ เงินก็เข้ากระเป๋าเรียบร้อย เรื่องกระทิงช่างแม่ง!

555 สุดยอด เน..วิ..เก..ตั้น!!!

.

.

เพราะ "เนวิเกตั้น" คนเดียว ผมเลยต้องเดินทางไปวังน้ำเขียว

แม้จะดูไม่สมเหตุสมผล แต่เชื่อเถอะครับว่ามันมีมูล

ข้อเสียอย่างหนึ่งสำหรับทริปนี้ คือการเดินทางช่วงหน้าร้อน

หน้าร้อนเข้าป่า ขึ้นเขาไม่เวิร์ค ทะเลคือทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ผมอยากดูกระทิงนี่นา 555

เอาล่ะไปดูรูปกันดีกว่า อิอิ

.

คลิกดูรูปที่นี่

http://7daysago.multiply.com/photos/album/9

2008/Mar/09

เคยตั้งใจไว้ว่าจะเข้ามาเขียนอะไรในเว็บนี้อาทิตย์ละครั้ง

แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ

.

ทีแรกคิดว่าจะพักไปสักแป๊บเดียว

กลับกลายเป็นตอนนี้ล่อซะหลายแป๊บ

เอามาต่อๆ กันก็ทำเป็นท่อแป๊บส่งน้ำประปาหมู่บ้านได้พอดี

ฮาๆๆ (ถ้าขำก็หัวเราะนะครับ ถ้าไม่ขำก็ไม่ต้องนะ)

.

ช่วงนี้สละเวลาให้การรำเรียนวิชาในสำนัก สำนักหนึ่ง

ต้องใช้พลังลมปราณมากหน่อย และต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูง

ความจริงผมแวะเข้ามาทุกวัน เพียงแต่เป็นการโฉบไปโฉบมา แค่พอได้กลิ่น

 อารมณ์แบบ "คึดฮอด แต่กอดบ่ได้"

จะให้คนอื่นเขียนแทนก็ไม่ดี อารมณ์แบบ "ไม่ใช่แฟน ทำแทนไม่ได้"

ผมตั้งใจจะบอกว่า แม้จะหายหน้าหายตา แต่ก็ยังใช้บล็อกนี้อยู่นะครับ

"คนไกล เบอร์เก่า"

.

เอนทรี่ที่แล้วผมพาไปเที่ยว "ภูเขาทอง"

ทำให้บางคนเข้าใจว่าผมยังใช้ชีวิตอยู่บนนั้น

ซึ่งอันที่จริงผมลงมาตั้งนานแล้ว

และตอนนี้ก็เตรียมการจะเดินทางไกล (มากพอประมาณ) อีกครั้งหนึ่ง

.

เป็นกระบวนวิชาสุดท้ายของทางสำนัก

ผมจำเป็นต้องเดินทางเยี่ยงจอมยุทธ์คนหนึ่ง

ที่จะไปค้นหาสุดยอดเคล็ดวิชา ณ เขาเหลียงซาน

ต่างก็ตรงผมมิได้ต้องการเป็นหนึ่งในใต้หล้าเฉกเช่นจอมยุทธ์

เต็มที่ก็คงเพียงหนึ่งในใต้ฝ้า (เพดาน) ซึ่งตอนนี้ก็เป็นอยู่แล้ว

.

อย่างไรก็ตามแต่

ที่แห่งนั้น คือแหล่งวิชากระบวนสุดท้ายที่ผมต้องไปฝึก

แล้วจะมาแถลงไขให้ทราบในวาระต่อไปครับ

.

ขอแจ้งอีกครั้งหนึ่ง

ผมลงจาก "ภูเขาทอง" แล้วนะครับ

.

.

คิดถึงสหายในเอ๊กทีนทุกท่านครับ

ว่างกินเหล้ากัน 555

2008/Feb/22

เครียดๆๆ

แต่จะมัวเครียดกับงานมากไปจะส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจ

"เข้าวัด" ครับ เครียดมากต้องเข้าวัด

วัดยังเป็นที่พึ่งทางใจได้เสมอ

แต่คราวนี้ไม่ได้ไปพึ่งอะไร

เพียงแค่อยากหนีออกห่างจากกองภาระบ้าง

ทำอะไรที่ทำให้เราได้ผ่อนคลาย

ก็เลยนั่งรถไปที่นี่...

ภูเขาทองงงงงงง!!!!!

 .

ไปตามลิ้งค์นี้นะ  http://7daysago.multiply.com/photos/album/8

2008/Feb/13

เดือนนี้หฤโหด อย่างที่เคยบอกกับใครไปหลายคน

ขออภัยที่ทิ้ง "วันที่" ให้ผ่านไปด้วยความ "ว่างเปล่า"

โดยไม่ได้ปล่อยให้ตัวหนังสือออกมาเดินเล่นบนพื้นที่ตรงนี้

.

"ตัวหนังสือ" ยังคงทำงานของมันเหมือนเดิม

เพียงแต่เปลี่ยนจากหน้าเว็บ ไปสู่หน้ากระดาษ

เปลี่ยนจากความเพ้อฝัน ไปสู่โลกความจริง

เปลี่ยนความไร้สาระ ไปเป็นวิชาการ

แต่ก็ยังเป็นตัวหนังสือธรรมดาๆ ของผมอยู่ดี

.

ขออนุญาตเอาไปใช้ในงานวิชาการก่อนก็แล้วกันครับ

ดูท่าทางมันคงไม่ชอบบุคลิกแบบนั้นสักเท่าไร

แต่ผมก็พยายามอธิบายให้มันเข้าใจแล้วว่า

"เล่น คือ เล่น"  "งาน ก็ต้องคือ งาน"

โอ้ว...ปวดหัวอีกแล้ว  จี๊ดๆๆๆ

.

.

เกริ่นยาวยังไม่เข้าเรื่องดาวเลย - ง่า

ผมแค่อยากจะถามว่าคุณกำลังตามหา หรือรู้สึกว่าจะต้องเจอ ดาวบ้างหรือเปล่า

"ดาว" สักดวงหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าดวงไหน

ถ้าคุณรู้แล้วก็ช่วยบอกด้วยนะ

.

.

ว่าแต่ คุณกำลังตามหาดาวอยู่รึเปล่านะ?

edit @ 13 Feb 2008 18:17:08 by 7 days ago