2009/Jun/26

Exteen มีเทศกาล "June Write" - เขียนทุกวัน โตทุกวัน(ต้นไม้)

blog ของผมกลับเงียบเชียบ แห้งแล้ง

กลายเป็นเ้ทศกาล "June ไร้" (ปราศจาก)

แก้ตัวไปว่า อยากเพาะเลี้ยงต้นไม้เป็น "บอนไซ"

.

หลายวันที่ผ่านพ้นมา มีเรื่องราววนเวียนในหัว อยากจะถ่ายทอดนับสิบ

ถึงขณะนี้ กลับนึกอะไรไม่ออก เป็นคนความจำสั้น

"ความจำสั้น แต่หลังฉันยาว" - นอกจากจำอะไรไม่ได้ ยังแถมด้วยความขี้เกียจ

 หาใช่ความขี้เกียจที่จงใจ แต่คนเราเมื่อถึงวัย ก็ต้องขยันทำในบางเรื่อง และขี้เกียจในบางเรื่อง

.

.

เช้าวันนี้

ทันทีที่ระบบรับแสง และระบบรับเสีัยงในร่างกายเริ่มทำงาน

ข้อมูลแรกที่ได้รับ คือการจากไปของนักร้อง 2 สี -Black & White

นักร้องกระฉ่อนโลกผู้ถือกำเนิดด้วยสีดำ และจบชีวิตด้วยสีขาว

ชายกลางคนผู้ที่ชีวิตเปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์

...

.

ครั้งหนึ่ง เมื่อสมัยนมยังไม่แตกพาน Dangerous Concert สร้างกระแสนิยม

ใครคนหนึ่งพยายามฝึกเดินท่า มูนวอล์ค 

ใครคนนั้น เอามือจับหัว และอีกข้างกุมน้องชาย กระโดด ดึ๊บๆ

ใครคนนั้นหัดร้องเพลง Black or White และ Heal the world

และใครคนนั้นยืมเทปคาทเซ็ทราชาเพลงป็อบมาจากพี่ชาย โดยไม่ได้คืนให้เจ้าของ

.

.

อย่างที่เกริ่นไปไมเคิลทักทายโลกด้วย "สีดำ" และโบกมือลาลมหายใจด้วย "สีขาว"

เขาถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ผิวดำ ซึ่งถูกมองเป็นความเลวร้ายในสังคมตะวันตก

แต่ด้วยอำนาจแห่งเงินทองที่ได้มาจากชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก

ไมเคิลได้ลบตัวตนเดิมของตัวเอง และเนรมิตผู้ชายคนใหม่ ...ชีวิตใหม่

 ชื่อเสียง, เงินทอง, อาณาจักร Never land และสีผิวขาวซีด

.

สีดำ แทนความชั่วร้าย

สีขาว แทนความดีงาม

.

ไมเคิล เปลี่ยนชีวิตตัวเองจาก "สีดำ" เป็น "สีขาว"

เขาก้าวข้ามกำแพงชนชั้น ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสังคมตะวันตก

ผู้คนยอมรับในความสามารถ และบังเอิญที่ผิวสีคล้ำ ถูกปรับสภาพแปรเปลี่ยน

เขาเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพของตัวเอง เป็น "สีขาว"

เฉกเช่นแสงเรืองรองยามอรุณรุ่ง

.

ไม่วันใดวันหนึ่ง

หิมะขาวบริสุทธิ์ที่ปกคลุมยอดภูเขาไฟฟูจิ

ต้องถึงวันละลาย เผยให้เห็นเพียงหินสีดำ

.

กราฟชีวิตที่สูงแตะเพดานของไมเคิลเริ่มดิ่งลง

พร้อมข่าวคราวในด้านลบที่ประดังเข้ามา

พฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบน โรคภัยที่รุมเร้า เงินทองร่อยหรอ

บั้นปลายชีวิต ไมเคิลเหลือเพียงผิวจำแลงขาวซีดเป็นสมบัติสุดท้ายที่หลงเหลือจากวันรุ่งโรจน์

.

ในเชิงสัญลักษณ์ของ สีดำและขาว

ชีวิตไมเคิลดูคล้ายกับเครื่องหมาย หยิน-หยาง

ชีวิตของเราทุกคนก็เป็นเช่้นนั้น แต่การยกกรณีไมเคิลขึ้นมาเพราะมันเห็นภาพได้ชัด

ไม่มีใครที่ประสบชัยชนะไปตลอด ความพ่ายแพ้ช่วยให้เรียนรู้

ดี-ชั่ว ยังคงถ่วงดุลกันอยู่ร่ำไป

.

.

โลกจับตามองดูวันที่ไมเคิลลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

เขาเริ่ม และ ทำด้วยความตั้งใจ

น่าเสียดาย...

...ที่ "ลมหายใจ" ไม่ได้เปิดโอกาสนี้ให้กับเขาอีกต่อไป

.

.

อุทิศแด่ ไมเิคิล

2009/Jun/09

อะไรคือสุดยอดอภิมหาอมตะแห่งความกลัว?

.

กว่าที่คนเราจะเดินผ่านเวลามาจนอายุ 20 ปี (มากหรือน้อยกว่านั้น)

ในบัญชีความกลัวของแต่ละคนจะปรากฏรายชื่อใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

หากใครบุญหนักหน่อย อาจมีแค่ 3 บรรทัด

หากใครกรรมเยอะ คงต้องขึ้นหน้ากระดาษใหม่ไม่หยุดหย่อน

.

ประสบการณ์และความกล้าแข็งของตบะ ในแต่ละคนมีไม่เท่ากัน

ความกลัวในบางอย่างถูกลบทิ้ง เพราะความกล้าที่เพิ่มขึ้น ไม่มีอะไรต้องกลัวมันอีกแล้ว

ความกลัวในบางอย่างถูกต่อเติม เพราะความกล้ายังไม่พร้อมจะทำงาน ยังต้องกลัวมันต่อไป

นั่นเพราะบางอย่างได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และบางอย่างยังน่ากลัวทรงอานุภาพเดิม

.

บ่อยครั้งที่ความกลัวถูกจับมาเป็นเรื่องหยอกล้อในกลุ่มเพื่อน

เช่นเดียวกับที่ศัตรูมักนำใช้มาข่มขู่คู่ริ เป็นการเล่นสงครามจิตวิทยา

ใครที่โดนผู้อื่นหยิบเอาความกลัวของตนมาเล่นงาน ย่อมคิดว่าการกระทำนั้นช่างอำมหิต

มนุษย์ด้วยกันพึงจะไม่กระทำบาปกรรมนั้น แม้ความน่ากลัวที่ว่า จะเป็นเพียงแค่ผักชี หรือแตงโม..

.

พระท่านว่าความกลัวบังเกิดขึ้นจากข้างใน

ความน่าขยะแขยงที่รายรอบอยู่ภายนอก หาใช่ต้นเหตุที่แท้จริงไม่

สิ่งที่คนกลัว คือ กลัวใจของตัวเอง

พระท่านพูดอีก ก็ย่อมถูกอีก ...มีไม่กี่คนที่สามารถบังคับจิตใจตัวเองไม่ให้กลัวสิ่งใด

...ไม่แน่ว่า ตอนที่พระท่านพูด อาจจะเป็นการกระทำเพื่อขจัดความกลัวของตัวเองอีกวิธีหนึ่ง

.

ทุกคนย่อมมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถขจัดได้

แม้แต่ยอดมนุษย์อเมริกัน มนุษย์ไฟฟ้าญี่ปุ่น รวมไปถึง จา พนม

คนที่ไม่เคยกลัวใคร ก็ต้องกลัวเมีย คนที่ไม่กลัวเมีย ก็ต้องกลัวแม่...

เจอใครที่ปราศจากความกลัว ช่วยหยิบยื่นวาจาอันอ่อนโยนให้เขาสัก 3 คำ

"เฮ๊ย มึงช่วยกลัวอะไรสักอย่างได้ไหมวะ ไม่งั้นมึงไม่ใช่คน"

.

.

สัตว์เลื้อยคลานสีสวย ความยาวไม่น้อยกว่า 1 ฟุต เกาะแน่นบนบานประตู

อุ้งเท้าทั้ง 4 ขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียวแน่น ด้วบระบบสุญญากาศ

ศีรษะของท่านใหญ่กว่าลำตัว ดวงตาปูดโปนเหลือบมาเคลือบแววเย้ยหยัน

ริมฝีปากบาง แสนกว้างใหญ่ เห็นไรฟันเป็นแนวยาว แสยะยิ้ม...

.

...นั่นคือการประกาศชัยชนะของฝ่ายตรงข้าม แม้สงครามยังไม่ทันเริ่ม

ผมเห็นตัวเองยืนหน้าซีดเหมือนคนเห็นผี

ผีไม่มีตัวตน แต่ตุ๊กกี้ มีตัวตนแน่นอนจับต้องได้ แต่ไม่มีทางแน่

นั่นคือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบตั้งแต่หน้าประตู...

.

คำอธิบายในสมุดบันทึกแห่งความกลัวส่วนตัว ถูกบรรยายเพิ่มตามลำดับความยาวใหญ่

ตุ๊กกี้ : ................................. อภิมหาอมตะแห่งความกลัว

2009/Jun/02

สิ่งที่เกิดขึ้น บางครั้งมันก็คือความฝัน

สิ่งที่เกิดขึ้น บางครั้งมันก็คือความจริง

สิ่งที่เกิดขึ้น บางครั้งมันก็กึ่งความฝันกึ่งความจริง

เรารับรู้เพียงแค่ชั่วขณะที่เกิดปรากฏการณ์

เมื่อมันเกิดขึ้น ...วินาทีข้างหน้ามันก็จะผ่านไป

สุดท้าย แม้จะเป็นความฝัน หรือความจริง ...มันก็จะผ่านไปเสมอ

.
.

ใบหญ้าไม่สามารถฉุดแรงลม

โขดหินก็ไร้กำลังจะต้านสายน้ำ
.

จิตใจคน บางครั้งอ่อนไหวเช่นใบหญ้า

บางครั้งก็แกร่งดุจหินผา

สิ่งที่เกิดขึ้น และผ่านไป ...มักย้อนกลับมาในจิตใจคนเสมอ

ความสุขสมหวัง และ ความเจ็บปวด ที่เคยเกิดขึ้น

กลับดูเหมือนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

เฉกเช่นกวีเล่มโปรดที่ถูกเปิดอ่านไม่รู้จบ

.

นั่นคือสิ่งที่จิตยึดติด นั่นคือคุณสมบัติที่แฝงในมนุษย์

เมื่อลองกลับไปสำรวจดูครั้งใด...

...กลับเห็นว่ามันไร้กาลเวลา

2009/May/28

กิจวัตรของพระ คือการกวาดใบไม้บริเวณลานวัด

กิจวัตรของต้นไม้ คือการผลัดใบโรยร่วงเต็มลาน

 หน้าที่ของพระ คือ การ "กวาด"

ธรรมชาติของใบไม้ คือการ "ร่วง"

ใบไม้ถูกเก็บกวาดไม่ทันไร ใบใหม่ที่ต้องลมก็ร่วงลง

ด้วยสัมผัสทั้งภายนอก และภายใน ย่อมรับรู้ถึงการร่วงโรยนั้น

แต่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น กลับกลายเป็นเพียงนาฏกรรมผ่านหางตา

พระ มิได้สนใจใบไม้ที่ร่วงอยู่เบื้องหลัง

ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดใบไม้ที่อยู่ตรงหน้าไปเรื่อยๆ

.

.

กิจวัตรกวาดลานวัดขอพระ เสร็จสิ้นลงแล้ว

ใบไม้ถูกกวาดมารวมเป็นกองโตเพื่อนำไปทิ้งทำลาย

เมื่อเหลียวหลังกลับไป ลานวัดไม่ได้ดูหมดจด

นั่นเพราะใบไม้ที่ผลัดใบตลอดเวลา ร่วงลงมาแทนที่

.

เหตุใด พระจึงไม่กลับไปกวาดใบไม้เหล่านั้นให้เรียบร้อย?

.

หากทำอย่างนั้น การกวาดลานวัดก็ไม่มีวันจบสิ้น

ทำให้สูญเสียเวลาไปทำกิจอย่างอื่นอันเป็นกุศล

.

ตราบใดที่เราตระหนักได้ว่า ธรรมชาติของใบไม้ คือ การร่วงโรย

ซากใบไม้เบื้องหลัง จะยังคงไว้ซึ่งกิจวัตร ที่พระสงฆ์พึงกระทำในวันรุ่งขึ้น

2009/Apr/28

ลักพาตัวเองจากเมืองหลวงไปหลายวัน

นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่เขาสาดน้ำและกระสุน

ผมนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในบ้าน เพราะไอแดดร้อนทะลวงถึงเม็ดเลือดแดง

ชีวิตที่บ้านเกิดในช่วงยี่สิบกว่าวันมานี้ ซ้ำๆ และเดิมๆ เช่นที่เคย

.

ผมพอใจที่ตัวเองเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายอย่างน่าเลี่ยน

หนึ่งในกิจกรรมที่ชอบก็คือการได้ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านในทุกๆ เย็น

ถนนหนทาง จากลูกรัง โดนเททับด้วยคนกรีตเสริมเหล็ก เดี๋ยวนี้เขาพัฒนา

ทุกๆ เย็น ผมมีความสุขที่ได้ชื่นชม ต้นตาล ทุ่งนา และ วนิลาสกาย

.

.

นับเป็นการหยุดพักร้อนอันแสนยาวนานที่สุด เท่าที่ผมเคยมี

และผมก็ละทิ้ง blog นี้ไปนานอย่างไม่ควรจะเป็น

ผมรู้สึกไม่อยากเขียนขึ้นมาดื้อๆ

ผมรู้สึกไม่อยากถ่ายภาพขึ้นมาดื้อๆ

ผมยังรักกิจกรรมเหล่านี้ เพียงแต่อยากละทิ้งไปสักช่วงเวลาหนึ่ง

.

และบังเอิญว่าจำเป็นต้องละทิ้งมันไปชั่วคราวอย่างที่รู้สึกจริงๆ

เช่นกันกับที่ผมต้องละทิ้งอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวัน

ผมละทิ้งบุรุษอีก 2 คนที่อยู่ภายในตัวของผม (จากเอนทรี่ "มี 3 คนซ่อนอยู่ในตัวเรา")

เหลือเพียงบุรุษคนสุดท้ายที่ ยังคงต้องตามหาต่อไป

.

ผมคิดว่าผมต้องละทิ้งกางเกง เสื้อ รวมถึงรองเท้า

ละทิ้งกระเป๋าสตางค์ หมวก เป้ และอุปกรณ์เดินทางทั้งหมด

ละทิ้งหน้าที่การงาน เพื่อนฝูง สังคมสามัญ

ละทิ้งโลภะ โทสะ และโมหะ

.

.

ผมกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง

เป็นการเดินทางที่ดูจะพิเศษมากกว่าการเดินทางครั้งไหน

มันเป็นการเดินทางที่ผมไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลย (ถึงมีก็นับว่าน้อยมาก)

นั่นเพราะการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางเพื่อ "รับ" มากกว่า

.

ผมคงต้องละทิ้ง blog นี้ไปอีกนานโข

ถ้า 30 วันไม่นับว่านานเกินไป ก็ยังถือว่าโอเคอยู่

แต่นั่นคือระยะเวลาที่ต้องต่อท้ายว่า "เป็นอย่างน้อย" ครับ

ฟังดูเหมือนเป็นการเดินทางที่ไกลมาก ไม่หรอกครับ

ครั้งนี้เป็น "การเดินทางที่ใกล้ที่สุด"

...ใกล้ที่สุด คือตัวเราเอง

.

.

ปล. ผมต้องละทิ้งเส้นผมบนหนังศีรษะอีกหนึ่งอย่าง

2009/Apr/07

วันนี้หม่อมถนัดศอก จะมาสอนการทำอาหารรสเด็ด
.
นั่นก็คือ...
ไข่ดาวน์ และไข่ซื้อสด  ถึ่กโป๊ะ!!
ไม่จั๊ยย!!
ไข่ดาวและไข่เจียวต่างหาก
.
ขั้นตอนแรก
นึกก่อนว่าไข่อะไรหาง่าย
เราก็ได้มาสองไข่
ไข่ไก่ 168 แคลอรี่
ไข่เป็ด 188 แคลอรี่
.
ขั้นตอนที่สอง
เลือกไข่ กรุณาเลือกเพียงหนึ่งไข่ (ห้ามผสมไข่)
แนะนำเลือกไข่ไก่ดีกว่า ไข่เป็ดกลิ่นมันตุ่ยไป
ไปซื้อไข่มา 2 ฟอง (เท่าทุนตัวเอง)
แบ่งเป็นไข่เจียว 1 ฟอง และไข่ดาว 1 ฟอง
.
ขั้นตอนที่สาม
เทน้ำมันลงในกระทะ กะเอาเองนะ บอกไม่ถูกเหมือนกัน
อย่าลืมจุดแก๊ส
ถ้าควันเริ่มพวยพุ่งแสดงว่ากระทะพร้อมแปรสภาพไข่แล้ว
(ห้ามทดสอบความร้อนด้วยการจุ่มนิ้วในกระทะ!!)
.
ขั้นตอนที่สี่
ตอกไข่ทั้ง 2 ฟอง
ฟองแรกตอกใส่ถ้วย ฟองที่สองตอกแล้วค่อยๆ หย่อนลงกระทะ
ตวงน้ำปลาครึ่งช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยไข่ ตีไข่ให้เข้ากัน
ให้ไข่ขาวและไข่แดงสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียว
(อย่า งง  เรากำลังทำ 2 ไข่ไปพร้อมๆ กัน)
สายตา จงอย่าละวางจากกระทะไข่ดาว
ถ้าชอบกินไข่แดงสุก ให้ตักน้ำมันร้อนๆ มาราดบนไข่แดง
พยายามอย่าให้ไข่แดงทะลักออกมา
ถ้าชอบกินดิบ แนะนำให้ไปทำไข่ลวก จะตรงวัตถุประสงค์มากกว่า
.
ขั้นตอนที่ห้า
อดทนเวลาที่ฝนพรำ
ระหว่างทอดไข่ดาว จะโดนน้ำมันกระเด็นใส่ตัว ..อย่าท้อ
เหมือนสุภาษิตจีนว่าไว้ "เมื่อไข่สุก ฟ้าก็เปิด"
หรือที่แดง ไบเล่ย์ พูดไว้ว่า "อยากกินไข่พี่ ต้องอดทน"
ทนไว้เถิด จะดีเอง แถ่น แถ๊น...ไข่ฟ้าประทาน - "ไข่ดาว"
...อันที่จริงหาฝามาครอบก็ได้นะ แต่อยากให้อดทนเหมือนทหาร
.
ขั้นตอนที่หก
ไข่ดาวเสร็จแล้ว จัดการเขี่ยไปพักไว้ที่ขอบกระทะ แล้วโยนออกนอกประเทศ เอ๊ย! ตักลงจาน
ทันใดนั้นก็สาดไข่ที่ตีเข้ากันแล้ว ลงไปแทนที่
(ไข่ดาวจะเหลือน้ำมันไว้ให้ใช้นิดหน่อย ถ้าไม่คิดมากก็ใช้ต่อได้ ..แนะนำว่าอย่าคิดมาก)
วนถ้วยที่ไข่กำลังหยด รอบๆ กระทะ เพื่อเพิ่มขนาดรอบวงไข่เจียว
เมื่อเล่นจนพอใจแล้ว ก็รอให้ไข่ส่งกลิ่นหอมแตะจมูก
ถ้าไม่ได้กลิ่น ให้เรียกเพื่อนบ้านมาช่วยดม คล้ายการทำประชาพิจารณ์
เมื่อลงมติแน่ใจแล้ว ก็ให้พลิกกลับอีกด้าน เพื่อให้ด้านบนลงไปโดนไฟบ้าง สิทธิต้องเท่าเทียม
จากนั้นจะเห็นว่าไข่ด้านที่พลิกขึ้นมา ได้ไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว
.
ขั้นตอนที่เจ็ด
ปิดเตาแก๊สซะ
เมนูไข่ดาว-ไข่เจียว เป็นอันเสร็จสิ้น พร้อมเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร
(ถ้าอยากให้ดูหรูหรา ควรเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาทำกล่าวพิธีปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีเพื่อนบ้านเป็นสักขีพยาน)
จากนั้นตักข้าว 2 จาน ปริมาณเท่ากัน (อย่าลืมเรื่องสิทธิความเท่าเทียมเด็ดขาด)
จานแรกโปะไข่ดาว เหยาะด้วยซอสแม๊กกี้ พอหอมปากหอมคอ - จานนี้เป็นของตัวเอง
จานที่สองโปะไข่เจียว เหยาะด้วยซอสพริก แค่พอเผ็ดลิ้น - จานนี้ให้เพื่อนบ้าน เพื่อรักษามิตรภาพ

(ข้อสำคัญ ตอนโปะไข่เจียว  ควรกลับด้านที่ไหม้ให้อยู่ด้านล่าง เพื่อจะได้ไม่เป็นที่ครหาว่าการเราเลือกปฏิบัติ
เลี่ยงข้อหาที่ใช้อำนาจไปในทางที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง)
.
.
เมนูนี้สอนให้รู้ว่า
"โจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่าไข่ไหม้หนเดียว"

2009/Apr/01

ผมเคยสูญเสียความทรงจำ
...และนั่นคือสิ่งที่ผมหวาดกลัวมากที่สุด

.
อุบัติเหตุหนนั้น สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
"เราอยู่ที่ไหน มาทำอะไรกันที่นี่" - คำถามแรกหลังจากรู้สึกตัว
คำตอบที่ได้กลับเป็นเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ
"เป็นเหี้ยอะไรกัน" - ผมด่าในใจ
ความโกรธไม่ทันบังเกิด ความกลัวก็พุ่งเข้ามาประชิดท้ายทอย
ขนทั้งร่างตั้งชัน - นี่กูจำอะไรไม่ได้????
.
เหมือนขวดน้ำที่มีตะกอนโดนเขย่า
ความทรงจำในสมองลอยฟุ้งกระจายภายในขวด
ใช้เวลาสักพักความทรงจำจึงจะดิ่งเช่นตะกอนนอนก้น
แล้วเหตุการณ์ก็ค่อยๆ ลำดับย้อนเรียงกลับคืนสู่สภาพเดิม
.
ผมเคยดูภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความจำเสื่อมมาหลายเรื่อง
พฤติกรรมของตัวละครที่สูญเสียความทรงจำ ล้วนดูน่าเวทนา
เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด สำหรับคนคนหนึ่งที่ได้สั่งสมมาทั้งชีวิต
การสูญเสียความทรงจำ นอกจากสูญเสียประสบการณ์ คนรอบข้าง ฯลฯ
...ยังต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป??
.
ผมพยายามสะสมความทรงจำไว้ให้มากที่สุด
และเชื่อว่าประสบการณ์ทั้งดี และร้ายที่ผ่านในชีวิต ไม่เคยทำร้ายตัวเราเอง
กลับกัน มันกลับเป็นประโยชน์ในการเอามาประยุกต์ใช้ต่างหาก
เมื่อไรที่ลิ้นชักความทรงจำถูกเปิดออก เรื่องราวเหล่านั้นไม่เคยหล่นหาย
ไม่บุบสลาย แม้จะถูกเรียกออกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
ทำไมคนถึงทรมานกับเรื่องที่อยากลืม แต่กลับจำ
ผมเชื่อว่าอะไรที่มันประทับลงไปในใจแล้ว คงลบออกไม่ได้
คนวิกลจริต แม้จะแสดงออกถึงความสุขในชีวิตใหม่ของเขาผ่านหน้าตา ท่าทาง
แต่ความทรงจำบางเรื่อง ยังคงอยู่กับเขาจนวันตาย
.
ทุกคนเก็บความทรงจำในแต่ละเรื่องไว้โดยอัตโนมัติ แม้ในเรื่องที่อยากลืม
ผมบอกตัวเองทุกครั้งที่ชีวิตดิ่งลงเหว - "เก็บมันไว้" - "อย่าลืม"
เพราะรู้ว่าเรื่องลืมมันทำได้ยาก หากคุณไม่ได้ความกระทบกระเทือนทางสมอง หรือจิตใจ
การเปลี่ยนทัศนคติ และมุมมอง เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่ามาก
.
.
ผมจำบทสนทนาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่พูดไว้
"มีคน 3 คนอยู่ในตัวเรา
คนแรก คือคนที่เราอยากเป็น
คนที่สอง คือคนที่เราคิดว่าเป็น
คนที่สาม คือคนที่เราเป็น
...แต่คนสุดท้าย กลับเป็นคนที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย"
.
.
บทสนทนานี้มีน้ำหนักราวค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงมาโดนไส้ติ่ง
การที่ใครสักคนที่สูญเสียความทรงจำ
เสมือนตัวเขาได้สูญเสียบุคคล 2 คนแรกไป
ครั้นพอเหลือแค่ตัวเองจริงๆ กลับทรมาน จนทำอะไรไม่ถูก
"คนที่เราเป็น" คือใคร?
.
ผมพยายามออกตามหาคนคนนั้น
แต่สุดท้ายก็ยังต้องเป็นคนหนึ่งที่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้
ผมยังคงหวาดกลัวการสูญเสียความทรงจำ

.

.

.

.

2009/Mar/19

ช่วง 2-3 ปีมานี้ ผมรู้สึกตัวเองว่าได้เดินทางไปไหนมาไหนมากเกินปกติ
บางครั้งไปท่องเที่ยว บางครั้งเป็นการทำงาน ...บางครั้งก็แค่เดินทาง
หากมีวันหยุดยาว น้อยครั้งมากที่จะเก็บตัวอยู่กับเหย้า
...ผมมักออกไปข้างนอก...
และเรื่องราวเหล่านั้น มักเริ่มต้นโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
.
กว่าจะหาปี่ หาขลุ่ยเจอ ผมก็พบว่าตัวเองถูกลักพาตัวไปเรียบร้อยแล้ว
หลายครั้งที่เพิ่งหาเหตุผลให้ตัวเองได้ภายหลัง ว่าทำไมต้องออกมาเดินบ้าอยู่แถวนี้
หลายครั้งที่แกล้งทำเป็นเฉยเสีย นั่นเพราะไม่มีเหตุผลใดเลย
...และนั่นเพราะผมพร้อมที่จะลักพาตัวเองได้ทุกเมื่อ
.
...ผมมักออกไปข้างนอก...
ชอบหรือเปล่า? ตอบไม่ได้ ...มันคล้ายกับการอ่านหนังสือ
หนังสือ เป็นการนำเรื่องราว สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์มาสื่อสารผ่านสัญลักษณ์อักษร
การเดินทาง ก็เหมือนการไปอ่านข้อมูลดิบเหล่านั้นโดยตรง ข้อมูลจะไม่ผ่านการกลั่นกรองโดยนักเขียน
สุดท้าย...คุณจะชอบ หนังสือเดินทาง เล่มนั้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผลประมวลภายในตัวคุณเอง
.
ผมอ่านหนังสือน้อยลง สวนทางกับความถี่ในการออกไปเสพข้อมูลดิบ
ใช่จะหันหลังในความรื่นรมย์บนแผ่นกระดาษ เพียงแต่นิยมการออกไปเรียนรู้มากกว่า
เทคโนโลยีย่อโลกให้แคบลงก็จริง แต่กลับยากที่จะการันตีได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง
ผมใช้สายตามองผ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงก็จริง แต่กลับยากที่จะเชื่อมั่นได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง!
..อาจจะเป็นความจริงในมุมที่ผมมอง
..แต่อาจจะเป็นความลวง หากมองจากฟากตรงข้าม
.
.
บ่อยครั้งที่เรื่องราวการเดินทางถูกนำมามาบอกเล่าผ่านเอนทรี่ต่างๆ ใน blog นี้
ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นแค่เพียงฉากบันเทิงของเรื่องราวทั้งหมด ที่รวมหลากรสชาติ
แน่นอนว่ามันต้องผสมผสานทั้งดราม่า โรแมนติก แอ๊คชั่น หลอน ลงไปบ้าง เช่นเดียวกับหนังไทย
ความบันเทิงนั้นไม่ใช่ทั้งหมดของการเดินทาง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเดินทางไม่ใช่ความบันเทิง
การนั่งอ่านอยู่ที่บ้าน เท่ากับเป็นการปิดกั้นข้อมูลอีกหลายด้านทั้งที่ควรรู้ และไม่ควรรู้
...ทำไมคุณไม่ออกไปข้างนอกล่ะ?...
.
นอกจากการเดินทางไปท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูงแล้ว
ผมไม่เคยคำนึงถึงความบันเทิงอีกเลย หากต้องเดินทางคนเดียว
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องน่าเขินอายกับการแสดงออกอยู่คนเดียว อีกส่วนหนึ่งคือผมไม่ค่อยแสดงออก!
บางครั้งก็ถึงกับละเลยความสนุกเหล่านั้น และทดแทนด้วยการมองบุคคลอื่นแสดงออกแทนตัวเอง
เท่ากับว่าแค่ผมนั่งยิ้มเฉยๆ ปลดปล่อยให้จิตใต้สำนึกโลดแล่นไปกับตัวละครเบื้องหน้าจนพอใจ
.
การเดินทางจะบอกว่า "เห็นอะไร" มากกว่า "ได้อะไร"
สิ่งที่ได้เห็น มีมากกว่าภาพที่บันทึก สิ่งที่นอกเหนือจากภาพถ่ายจึงต้องบันทึกไว้ในใจ
น่าเสียดาย หากการเดินทางของใครหลายคนมุ่งแต่จะหาความบันเทิงเพียงอย่างเดียว
นั่นเพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่รายรอบ ให้อะไรได้มากกว่าเกินที่จะมองผ่าน
น่าเสียดาย หากเลือกอ่านเพียงแค่ย่อหน้าที่ชอบ หนังสือเล่มนั้นถูกลดคุณค่าลงทันที
.
.
ทำไมคุณไม่ออกไปข้างนอกล่ะ?
โลกใบนั้นล้วนเต็มไปด้วยความรู้ ช่วยเพิ่มประสบการณ์ และขัดเกลาทัศนคติ...
หลังจากเวลาผ่านไปหลายไมล์ ผมจึงได้เข้าใจถึงความหมายของการเดินทาง
...การเดินทาง เป็นวิธีการออกไปค้นหาตัวเองได้ดีวิธีหนึ่ง
ยิ่งได้รู้ ยิ่งได้เห็น ก็ยิ่งตอบคำถามในใจ
...โลกภายนอกเปรียบเหมือนกระจกเงา ที่สะท้อนให้คุณได้มองเห็นตัวเอง
.
.

ตลาดน้ำอัพวายามหลังตะวันชิงพลบ จ.สมุทรสงคราม

.

ชาวบ้านดำน้ำแทงกุ้งในแม่น้หลังสวน จ.ชุมพร

.

เงาสะท้อนอาคารทรงไทย บนผิวน้ำที่นองอยู่บนพื้นอาคาร จ.ลพบุรี

.

ฝรั่งมังค่า ยืนศึกษาคู่มือระหว่างเดินชมพระนครคีรี จ.เพชรบุรี

.

คนงานใช้ค้อนตอกตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำปาย หลังสะพานเดินถูกทำลายด้วยแรงน้ำหลาก อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

.

เรือพายลำเล็กลอยในแอ่งน้ำเวิ้งว้าง เขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี

.

เมืองพัทลุงจากมุมสูง ณ โพรงถ้ำ ของภูเขาอกทะลุ ดูภาพภูเขาจากเอนทรี่นี้

.

ผู้คนรุมล้อมรับของกินฟรีจากร้านค้าต่างๆ ในตลาดสามชุก เนื่องในวันสิ้นปี

.

.

.

"หากเพื่อนร่วมทาง คือใครสักคนที่มานั่งเหงาเป็นเพื่อน...จะน่ายินดีที่สุด"

2009/Feb/23

ว่า กัน ว่า
ใน 24 ชั่วโมงนั้น
เวลาชีวิตของคนถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนในแต่ละวัน
8 ชั่วโมงแรก คือการทำงาน
8 ชั่วโมงที่สอง คือการนอนหลับ
อีก 8 ชั่วโมงที่สาม คือ เวลาอิสระ
เป็นช่วงเวลา ที่แต่ละบุคคลจะสรรหากิจกรรมมาเสพอย่างเหมาะสมแก่ตัวเอง
.
.
ช่วงเกือบๆ 2 เดือนที่ผ่านมา ผมห่างหายไปจากการเขียน Blog โดยสิ้นเชิง
อันเนื่องมาจากการที่ เจ้า "8 ชั่วโมงแรก" เข้าเทคโอเวอร์เวลาจาก "8 ชั่วโมงที่สอง และสาม" เสียจนเกือบต้องปิดกิจการ
เมื่อต้องหักโหมถึงขนาดนั้น ก็อย่าได้คิดเลยว่าจะหลงเหลือสมองไว้ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำใดๆ มาใส่ไว้ใน Blog นี้อีก
...กรุณา ถือว่าข้ออ้างนี้เป็นการกล่าวแก้ตัวอย่างสุจริตใจ
.
ใครบางคนรับรู้ข่าวคราวของผมแล้ว ถึงกับอดห่วงใยเรื่องสุขภาพไม่ได้
แน่นอนครับ! สุขภาพของผมแย่ลงไปมาก แต่ก็พยายามพยุงอย่างถึงที่สุดแล้ว
ใครบางคนรับรู้ข่าวคราวของผมแล้ว ถึงกับอดหมั่นไส้ไม่ได้
ที่รู้ว่าวันหยุดแค่สองสามวัน ตลอด 2 เดือนนี้ ผมยังสามารถไปนั่งกินปูที่ระยอง
ไปเวียนเทียนที่นครปฐม และไปขุดซากโครงกระดูกโบราณที่สุพรรณบุรี
...ต้องยอมรับว่า เหนื่อยอย่างสุจริตใจอีกเหมือนกัน
.
การถูกจองจำอยู่ในห้องทำงานเกือบ 20 ชั่วโมงต่อ 1 วัน ฟังแล้วโหดร้ายนัก
ไม่อาจรังเกียจ หากมันคือหน้าที่อย่างหนึ่งในการประกอบอาชีพ
และรับประกันความอยู่รอดของชีวิต มันเป็นเหตุผลที่ต้องทำ
...ลูกนกที่เกาะนิ่งอยู่ในกรง ไม่คิดกระพือปีกในวันที่พายุถาโถม
.
ทุกค่ำคืน ผมปล่อยความคิดให้โบยบินไปสุดแสนไกล
ดุจอีกาถลาลมอยู่ในความมืด
หากจะเรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวโดยการนั่งทางในก็มิปาน
อีกาบินไปสุดแสนไกล และรู้ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาที่เดิม
.
.
ขณะที่นั่งเคาะแป้นพิมพ์อยู่นี้
สถานการณ์ของผมกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว
และค่อยๆ ปรับวิถีชีวิตให้เข้ารูปเข้ารอยอย่างที่เคยเป็น
ได้ยิ้มบ้าง อย่างที่เคยยิ้ม
.
ยิ้มให้กับใครหลายๆ คนที่ยังต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ
เป็นกำลังใจแก่ทุกคนก็แล้วกันครับ
 ^ ^
.
.
เอ่อ ผมมีความคิดเห็นอย่างหนึ่ง...
... 8 ชั่วโมงที่ว่า มันคงไม่มีจริงหรอกครับ!!

2009/Jan/17

ผมฉีก "อดีต" ของตัวเองออกเป็นชิ้นๆ

.

อดีตของผมค่อยๆ ถูกโปรยลงในถุงขยะสีดำ

ผมเก็บมันไว้นานมากแล้ว นานจนลืม

แต่ทุกครั้งที่รื้อมันมาดู...

เรื่องราวต่างๆ ก็ร้อยเรียงกลับมาอีกครั้ง

.

บันทึกร้อยพัน แหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ

โน๊ตหมื่นแสนถูกทำลายเป็นชิ้นๆ

ผมเข้าใจว่า ได้ทำลายชีวประวัติบางส่วนของตัวเองไป

คงเหลือไว้เพียงเหตุการณ์สำคัญของชีวิต รวมถึงจดหมายและโปสการ์ด

.

อดีตทั้งมวล คือ สมบัติบ้าที่ผมเก็บสะสมไว้

สมบัติบ้าที่ผมหอบมันไปไหนมาไหนด้วยเกือบ 10 ปี

ผมรู้ตัวว่าความจำของตัวเองค่อยๆ เสื่อมลง

สมบัติบ้าเหล่านั้นจึงมีความสำคัญด้านความทรงจำ

.

เรื่องราวของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ได้มีความสำคัญเหนือปรากฏการณ์ใดๆ

แต่คำนิยามของ "สมบัติบ้า" มันมีความหมายเฉพาะบุคคล

แต่ในเมื่อมันไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับคำภีร์ใบลาน

การตัดใจทิ้งเรื่องราวที่ไม่ควรบันทึกไปบางส่วน ถือว่ายังไม่เสียหาย

.

.

"อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต"

ข้อความหนึ่งบนหน้าวรรณกรรม และในจอภาพยนต์ "ความสุขของกะทิ"

เป็นข้อความที่สะกิดใจลึกๆ ไม่แปลกใจที่ผมชอบข้อความนี้

...ทำความเข้าใจด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน

.

.

เมื่อถึงคราวต้องโยกย้ายที่พำนักอีกครั้ง

ปัญหาเดียวที่ดูจะเป็นภาระ คือ สมบัติบ้าเหล่านั้น

แต่ถึงมันจะดูว่า "บ้า" มันก็ยังคือ "สมบัติ" โดยที่ยังไม่มีเคยใครเรียกมันว่า "ขยะบ้า"

...คนเราสามารถเลือกที่จะลืมอดีต แต่ไม่อาจลบมันออกได้ชั่วนิรันดร์...

.

"อดีต" บางส่วนถูกหย่อนลงกล่อง บางส่วนยอมเสียสละ

คนเราสามารถเลือกที่จะจดจำ เลือกที่จะบันทึกเฉพาะเหตุการณ์ที่น่ายินดี

เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า "ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ที่ได้รับชัยชนะ"

แต่ความโหดร้าย เศร้าโศกก็มิอาจถูกลบเลือนชั่วนิรันดร์